ทำไมซื้อหุ้น ​Oversold แล้วถึงลงต่อ

ทำไมซื้อหุ้น​oversoldแล้วถึงลงต่อ
2,010 Views

อินดิเคเตอร์ยอดฮิตที่นักลงทุนและเทรดเดอร์แทบทุกคนรู้จักกันดี​ แม้แต่นักลงทุนเน้นคุณค่า(วีไอ)​ คือ​ Relative​ Strength​ Index​ หรือ​ RSI​ ซึ่ง​ RSI​ นี้​ เป็นเครื่องมือประเภท​ oscillator ซึ่งวัดความแกว่งของราคา​ พูดง่ายๆ​ คือ​ เค้าจะบอกเราว่าราคาหุ้น​ ณ​ ปัจจุบันนี้​ แกว่งตัวอยู่ในโซนไหน​ ถ้าแกว่งตัวอยู่ในโซนที่มากกว่า​ 70​ จะถือว่าเข้าเขตซื้อมากเกินไป(overbought)​และถ้ามีค่าน้อยกว่า​ 30​ จะถือว่าเข้าเขตขายมากเกินไป(oversold)

และตามตำรายังแนะนำเราอีกว่า​ เมื่อหุ้นเข้าเขต​ overbought ให้ขาย​ทำกำไรออกมา​ และเมื่อหุ้นเข้าเขต​ oversold ให้เข้าซื้อได้เลย​ เดี๋ยว​ราคาจะเด้งขึ้น​ให้เราได้กำไรง่ายๆ​

แต่ในความเป็นจริง​ ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ​ และตลาดหลักทรัพย์​ก็ไม่ใช่โรงทาน​ ที่จะแจกตังค์ให้เราง่ายๆ​ เมื่อเข้าซื้อหุ้นที่​ oversold

เพราะบ่อยครั้งที่หุ้นมี​ RSI​ เข้าเขต​ oversold แล้ว​ แต่ราคายังลงต่อเรื่อยๆ​ ทำเอาคนที่ซื้อด้วยเหตุผลนี้งงกันเป็นแถวๆ​ ว่าในเมื่อ​ หุ้นเข้าเขตขายมากเกินไป​ แล้วเอาของมาขายจนราคารูดลงต่อได้ยังไงกัน

ในทางกลับกัน​ หุ้นที่มี​ RSI เข้าเขต​ overbought แล้ว​ แต่ราคายังคงขึ้นต่อเรื่อยๆ​ หลังจากที่​เราขายหมูไปแล้ว​ จนน่าสงสัยว่า ในเมื่อหุ้นเข้าเขตซื้อมากเกินไป​ แล้วทำไมยังมีแรงซื้อมาก​ จนลากราคาขึ้นพรวดๆ​ ต่อได้อย่างนี้

กับดัก​ overbought-oversold

  • ขายเมื่อราคาหุ้นมี​ RSI​ อยู่ในภาวะ​ overbought

ตัวอย่างที่ 1 จากรูป​ หุ้น​ CPALL​ ใน​ TIMEFRAME​ DAY​ มี​ RSI​ อยู่ในเขต​ overbought ตั้งแต่​ราคายังไม่ถึง​ 65​ บาท​ แต่ราคากลับไปต่อจนถึง​ 90​ บาทเมื่อเดือนมีนาคม​ ปี​ 2561

ตัวอย่างที่​ 2 จากรูป​ หุ้น​KTC TIMEFRAME​ DAY มี​ RSI​ อยู่ในเขต​ overbought ตั้งแต่ราคาประมาณ​ 34​ บาท​ แต่ราคายังไปต่อเรื่อยๆ​ จนถึง​ 44.50 บาท​ (ราคาปิด​ ณ​ วันที่​ 19​ มิถุนายน​ 2562)

  • เข้าซื้อเมื่อหุ้นมี​ RSI​ อยู่ในภาวะ​ oversold

ตัวอย่างที่​ 3 จากรูป​ หุ้น​ BEAUTY ใน​ TIMEFRAME​ DAY มี​ RSI​ อยู่ในเขต​ oversold ตั้งแต่ราคาประมาณ​ 20 บาท​ แต่ราคาก็ยังลงต่อเรื่อยๆ​ จนในที่สุดก็ทำจุดต่ำสุดที่ราคา​ 6.45 บาท​ จากนั้นจึงปรับตัวขึ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้น​

ตัวอย่างที่​ 4 จากรูป​ หุ้น​ CPALL​ ใน​ TIMEFRAME​ Day​ มี​ RSI​ อยู่ในเขต​ oversold ตั้งแต่​ราคาประมาณ​ 80​ บาท​ แต่ราคาก็ยังปรับตัวลงต่อเรื่อยๆ​ จนถึง​ 63.75 บาท

จะเห็นได้ว่า​ ถ้าเราซื้อ-ขายด้วย​ overbought oversold อย่างเดียว​ จะทำให้เราขาดทุน/ขายหมู​ และพลาดแนวโน้ม​ครั้งใหญ่ได้​ เพราะข้อจำกัดของ​อินดิเคเตอร์ประเภท​ oscillator อย่าง​ RSI

ข้อจำกัดของ​อินดิเคเตอร์ประเภทวัดการแกว่งตัวของราคา

อินดิเคเตอร์ประเภทนี้​จะมีความเเม่นยำแค่ในหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวภายในกรอบราคา​/ออกข้าง​ หรือที่เรียกกันว่า​ SIDEWAY​ เท่านั้น​ ถ้าหากเราใช้เป็นสัญญาณ​ซื้อ-ขายในหุ้นที่มีแนวโน้มชัดเจน​ จะทำให้เราขาดทุนและขายหมูเหมือนตัวอย่างทั้ง​ 4

  • ในเทรนด์​ขาขึ้น

หุ้นในเทรนด์ขาขึ้น​ มีโอกาสที่จะเข้าเขต​ overbought และเลี้ยงตัวอยู่อย่างนั้นได้​ โดยที่ราคาไม่ลดลง​ เพราะฉะนั้นการเข้า short หรือ​ put ในหุ้นขาขึ้นที่​ overbought จะมีโอกาสขาดทุนได้มาก​ และ​ถ้ารอเข้าซื้อหุ้นขาขึ้นที่​ oversold เมื่อ​ RSI​ มีค่าน้อยกว่า​ 30​ ก็อาจจะต้องรอเก้อ​ เพราะหุ้นขาขึ้น​ RSI​ มีค่า​ 40​ ก็ถือว่าเข้าเขต​ oversold แล้ว

สรุป​ RSI​ ของหุ้นขาขึ้น​จะมีค่า 40 – 80 และอาจมากกว่า​ 80​ ได้​ถ้าเป็นหุ้นที่มีความ​ bullish มาก

  • ในเทรนด์​ขาลง

หุ้นในเทรนด์​ขาลง​ มีโอกาสที่จะเข้าเขต​ oversold และเลี้ยงตัวอยู่อย่างนั้นได้​ โดยที่ราคาไม่ปรับตัวขึ้น​ เพราะฉะนั้นการเข้า Long หรือ​ call ในหุ้นขาลงที่​ oversold จะมีโอกาสมากที่หุ้นจะลงต่อ​ ทำให้เราขาดทุนได้มาก​ และหุ้นขาลง​ oscillator อาจจะไม่แกว่งตัวเข้าเขต​ overbought ที่มากกว่า​ 70​ เลย​ เพราะสำหรับหุ้นขาลง​ เมื่อ​ RSI​ มีค่า​ประมาณ​ 60​ ก็ถือว่า​ overbought แล้ว

สรุป​​ RSI​ ของหุ้นขาลงจะมีค่า​ 20​ –​ 60 และอาจจะน้อยกว่า​ 20​ ได้ด้วยในบางครั้ง​ ถ้าเป็นหุ้นที่มีความ​ bearish มาก

ประโยคคลาสสิคที่ว่า​ “Trend​ is your friend” น่าจะใช้ได้ดีในกรณีนี้​เลย​ จะหายใจได้ทั่วท้องกว่ามั้ย​ ถ้าเราเลือกเข้าซื้อหุ้นขาขึ้นที่ย่อตัว​และมี​ RSI​ ลดลงมาที่​ 40​ ​– 50​ และเลือกที่จะ​ short หรือ​ put หุ้นขาลง​ เมื่อ​ RSI​ เด้งมาที่​ 50​ –​ 60​ ปลาที่ว่ายทวนกระแสน้ำมักจะเหนื่อยและเสี่ยงต่อชีวิต​พอสมควรเลย​ เหมือนอย่างปลาแซลม่อน​ เป็นต้น

ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​