แนวรับ – แนวต้านแบบไหนมีนัยสำคัญสุด - supertraderrepublic

แนวรับ – แนวต้านแบบไหนมีนัยสำคัญสุด

แนวรับ แนวต้านแบบไหนมีนัยสำคัญสุด

ถ้าถามแบบสำรวจปัญหาที่ผู้ที่สนใจเทรดตามแนวTechnicalหลายคนมักเจอเป็นด่านแรกคงเป็นเรื่องของ “แนวรับและแนวต้าน” ซึ่งถ้าอ่านหนังสือ searchกูเกิ้ล ดู YouTube คำตอบที่มักได้ก็คือ แนวรับและแนวต้านคือแนวราคาที่เกิดการสัมผัสมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป การที่มองอย่างนี้ไม่ผิดค่ะแต่ไม่ครบ ลองคิดดูว่าถ้าหากมีราคาที่เกิดการสัมผัสเป็นจำนวนครั้งเท่ากันมากกว่า 1 ราคา เราจะเลือกแนวไหนดี?

เรื่องนี้ต้องไปทบทวนจิตวิทยาที่ทำให้เกิดแนวรับ-แนวต้านขึ้นมาก่อน สำหรับคนที่รู้อยู่เเล้วอ่านทวนเพลินๆ ไปก็ได้นะคะ

แนวต้าน เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน คือ

แนวต้านจะเกิดจาก

1 เมื่อหุ้นถูกเทลงมา คนที่ติดหุ้นตรงที่ราคาสูงนั้นก็จะติดดอยไปตามระเบียบและเห็นตัวเลข Unrealize​ ที่เป็นสีแดง พอวันนึงเมื่อหุ้นตัวนั้นๆ กลับตัวจนทำให้จากสีแดงเข้มในพอร์ตของพวกเขากลายเป็นสีแดงอ่อน คนเหล่านี้จะย่อมอยากจะขายหุ้นออกมา เพราะเค้ามีจุดอ้างอิง(Reference Point)เป็นตัวเลขสีแดงของการขาดทุน ดังนั้นเมื่อกลับมาใกล้ทุนหรือเท่าทุนก็ย่อมอยากจะขายออก ดังนั้นยิ่งราคาไหนมีการสะสมของชาวดอยอยู่มากก็จะยิ่งเป็นเเนวต้านที่เเข็งแกร่ง

พอเล่ามาถึงตรงไหน หลายคนก็อาจแย้งในใจว่า แล้วทำไมหุ้นบางตัวที่ไม่เคยไปสัมผัสราคานั้นๆ มาก่อนจนเกิดการสะสมชาวดอยถึงได้มีแนวต้าน เช่น พวกหุ้น All Time High แนวต้านที่เกิดขึ้น​ในหุ้นเเบบนี้จะคืออีกแบบค่ะ คือ

2 แนวต้านทางจิตวิทยา เป็นเเนวต้านที่เป็นเลขกลมๆ ลงท้ายด้วย 0 ถึงราคาไม่เคยสัมผัสที่จุดนั้นมาก่อนแต่คนเรามักจะใช้เลขกลมๆ เป็นเป็นเป้าหมายราคา เรื่องนี้เคยเขียนถึงไปครั้งนึงเเล้วในบทความเรื่อง Stoploss อย่างไรไม่ให้โดนคัทฟรี ถ้าสนใจอ่านต่อที่นี่เลยค่ะ https://supertraderrepublic.com/how-to-set-stop-loss-for-free-cuts/

3 แนวต้านเมื่อเกิดการเปลี่ยนSpread เช่น ถ้าเป็นหุ้นที่ราคา 10-24.90 บาท ราคาขยับ 1 ช่องจะเท่ากับ 10 สตางค์ แต่เมื่อหุ้นราคา 25 บาท เมื่อราคาขยับ 1 ช่องจะเท่ากับ 25 สตางค์ เพราะฉะนั้น​เวลาที่เกิดการเปลี่ยนSpreadราคาก็จะเกิดแนวต้าน เราจะได้เห็นบ่อยสำหรับหุ้นราคา 5 บาทและหุ้นราคา 25 บาท ลองสังเกต​ดูนะ

4 แนวต้าน Fibonacci หุ้นที่เป็นขาขึ้นเเละขึ้นมาอยู่ในช่วงราคาที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนหรือหุ้น IPO จะมีแนวต้านจากการลาก Fibonacci ซึ่งเป็นราคาเป้าหมายเอาไว้ แนวพวกนี้จึงมีนัยยะสำคัญ​โดยเฉพาะ​แนวมหาชนอย่าง 161.8% เป็นต้น และยิ่งถ้าเป็น Fibonacci Cluster ซึ่งเป็นเเนวราคาที่มี Fibonacci หลายชุดมาซ้ำกันก็ยิ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษ

3 แนวรับก็เกิดคล้ายๆ อย่างนี้เหมือนกัน​ เวลาที่หุ้นออกตัวไปแล้ว คนที่ไม่ได้ขึ้นรถก็จะเฝ้าดูหุ้นขึ้นอย่างเจ็บใจและเฝ้าคิดว่า “ถ้าหุ้นลงมาถึงจุดนี้จะเข้าซื้อ” อันเกิด​จาก​พฤติกรรม​จิตวิทยาที่ว่า คนเราจะมองทุกอย่าง​โดยมีจุดอ้างอิง(Reference Point) เพราะจุดอ้างอิงที่เคยเห็นคือการที่หุ้นมีราคาสูงๆ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วราคาที่ลดลงมาจึงดูดี ความคิดเช่นนี้จึงทำให้เกิดเป็นแนวรับ นอกจากนี้แนวรับก็เกิดได้ด้วยความเชื่อของคนว่าราคานี้เป็นแนวรับที่ราคามักจะไม่หลุด ความเชื่อพวกนี้ทำให้คนพากันมาเข้าซื้อและทำให้แนวรับนี้ศักดิ์สิทธิ์​จริงๆ หรืออาจเกิดเพราะเป็นแนว Fibonacci และ Fibonacci Cluster ก็ได้

คอนเซ็ปนี้จะตอบคำถามได้ว่า ถ้าเกิดมีแนวรับ-เเนวต้านที่มีจำนวนครั้งในการสัมผัสเท่ากัน เราควรให้ความสำคัญกับแนวไหนมากกว่า? คำตอบก็คือให้ความสำคัญกับแนวที่มีการสะสมวอลุ่มมากกว่าค่ะ แนวต้านทุกแนวเป็นกำแพงที่ต้องฝ่า แนวรับทุกแนวเป็นพื้นที่รองรับเอาไว้ก็จริง แต่กำแพงกับพื้นจะมีโอกาสทะลุได้ยากหรือง่าย ก็ขึ้นอยู่กับว่า​มันหนาแค่ไหนหรือมีการสะสมของในบริเวณ​นั้นว่าเยอะรึไม่

การดูวอลุ่มที่ราคาต่างๆ ดูได้หลายแบบค่ะ เรียกว่า Volume By Price(VBP) หรือ Volume At Price(VAP) โปรแกรมต่างๆ ที่รองรับการดูแบบนี้เท่าที่รู้ในตอนนี้คือ Finansia Hero (ใช้ฟรีเมื่อเปิดพอร์ต)​ Aspen(แบบเสียเงิน ต้องสมัครPackageเสริมเพิ่ม)​และTradingview(Packageเสียเงิน)

ขอยกตัวอย่าง
ในแอปพลิเคชัน​ที่สามารถใช้ได้ฟรีอย่าง Finansia Heroนะคะ จากรูป Timeframe day จะเห็นได้ว่ามีการสะสมหุ้นมากในช่วงที่ตลาดอยู่ที่ 1252-1335 จุดและเมื่อเบรคขึ้นไปได้แล้วแนวต้านตรงนี้ก็จะเป็นแนวรับที่เเข็งแรง

อีกวิธีหนึ่งที่สามารถดูวอลุ่มสะสมในราคาแต่ละช่วงได้ผ่านแอปพลิเคชัน​ที่ทุกโบรกเกอร์​มีให้ใช้ฟรีอยู่เเล้วคือ แอปพลิเคชัน​ E-fin mobile โดยการ Log-in เข้าไปแล้วให้เลือกตรงแถบ Graph จากนั้นก็ให้เลือกเมนูย่อยตรง Volume Analysis หรือที่เรียกกันเป็นชื่อเล่น VA ค่ะ เราสามารถเลือกดูการสะสมวอลุ่มของหุ้นได้ตามช่วงเวลาที่ต้องการเลย ลองฝึกไว้ประกอบดูนะคะ จะได้แนวรับเเนวต้านที่มีความคมขึ้นมาระดับหนึ่งเลย

  • ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​ ผู้สอบผ่าน CMT LEVEL 2 (Chartered Market Technician Program) คุณวุฒิทางด้านวิชาชีพนักวิเคราะห์ทางเทคนิคในระดับสากล เจ้าของเพจวัคซีนหุ้น​