Price Shock คืออะไรและเวลาเจอจัดการยังไงดี ตอนที่ 1 - supertraderrepublic

Price Shock คืออะไรและเวลาเจอจัดการยังไงดี ตอนที่ 1

อย่างที่รู้กันว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ได้เกิดเหตุการณ์​ที่สะเทือนไปทั้งโลกอย่าง Covid-19​ จนส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ​และตลาดหุ้นที่เป็นตลาดของอารมณ์​อยู่แล้ว Dow Jones Index ที่กำลังสวยอยู่ๆ ก็ดิ่งลงเหวลงตั้งเเต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์คิดเป็นประมาณ​เกือบ 38% SET ของเราเองก็ปรับตัวลงอย่างรุนแรงถึงประมาณ​ 40% ด้วยกันและเริ่มปรับตัวลงก่อน Dow Jones ด้วยซ้ำเพราะเริ่มเทตั้งเเต่ปลายเดือนมกราคม แถมเมื่อมีการรีบาวน์​ ในขณะที่​ Dow Jones รีบาวน์​เป็น V shape เลย SET กลับเคลื่อนที่อยู่ในกรอบระยะนึงถึงจะเบรคได้

หลายคนถึงขนาดออกมาพูดว่าเหตุการณ์​ในครั้งนี้อาจจะเป็น The Great Depression​ ครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์​เศรษฐกิจ​ตกต่ำที่เกิดขึ้น​เมื่อปี 1929 ซึ่งส่งผลในตลาดหุ้นอเมริกาลดลงไป 89.2% ในระยะเวลา 3 ปีและไม่สามารถทำ New high ได้สูงกว่าก่อนที่เกิดเหตุการณ์​ได้เลยจนถึงปี 1954 อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณา​ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนะคะ วันนี้ขอมาพูดถึงเรื่องของวิกฤติในมุมมองทาง Technical ค่ะ ซึ่งหลายๆ ประเด็นก็ได้มาจากตกผลึกหลังเกิดวิกฤติ​ไปแล้วและอีกส่วนนึงก็เอามาจากหนังสือ Trading Systems and Methods ของ Perry J Kaufman ค่ะ

การเกิดเหตุการณ์​ร้ายเเรงและไม่คาดฝันจนเกิดการปรับตัวลงอย่างรุนแรงอย่างนี้เรียกกันว่าการเกิด Price Shock ซึ่งเราจะนับว่าเป็น Price Shock เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง​เกินกว่า 5 เท่าของ Trading range ของวันก่อนหน้า เช่น เหตุการณ์​เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิร์ลเทรดตอน 11 กันยา 2001 เป็นต้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้​จากการเกิด Price Shock

  1. ระบบเศรษฐกิจ​และตลาดหุ้นไม่ใช่ภาพสะท้อนของกันและกัน

ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจ​เป็นเรื่องของตัวเลขทั้งเชิงปริมาณ​และเชิงคุณภาพ ตลาดหุ้นเป็นเรื่องของอารมณ์​มากกว่า จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งหนักก่อนจะเกิดการlock down (ที่ทำให้ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ​เลย)​เสียอีกและรีบาวน์​ก่อนหน้าที่จะเกิดการปลดLock downเช่นเดียวกัน

  • การกระจายความเสี่ยงใช้ไม่ได้​เลยเวลาที่เกิดวิกฤติ

เรามักจะได้ยินกันอยู่เสมอว่าให้กระจายความเสี่ยง(Diversified)​และมีการจัดสรรปันส่วนสินทรัพย์​ไปในรูปแบบต่างๆ(Asset allocation)​ ซึ่งถ้าเป็นในสภาวะปรกติ การกระจายความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ดีมากและช่วยเวลาเกิดความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ เช่น ราคาน้ำมันลง หุ้นกลุ่มน้ำมันกระทบแต่หุ้นกลุ่มอื่นไม่กระทบ แต่เมื่อไรก็ตามที่เกิดความเสี่ยงที่เป็นระบบ อย่างเหตุการณ์​โรคระบาดในตอนนี้ การกระจายความเสี่ยงไม่ช่วยอะไรเลย แถมในบางครั้งอาจจะเจ็บตัวหนักมากขึ้นไปอีก เนื่องจากขาดทุน​รอบทิศ เพราะทุกสินทรัพย์​จะมีค่าตัวนึงที่เรียกว่า Correlation หรือค่าสหสัมพันธ์​ค่ะ

อธิบายง่ายๆ ว่าค่าสหสัมพันธ์​นี้จะบอกถึงความสอดคล้องกลมกลืนกันระหว่างหลักทรัพย์​ เช่น ถ้าหุ้น A กับหุ้น B มีค่า Correlation​ กันมาก เมื่อหุ้น A ลง หุ้น B ก็จะลง และเมื่อหุ้น A ขึ้น หุ้น B ก็จะขึ้น

ถ้ายิ่งมีความสัมพันธ์​แบบเคลื่อนที่​ไปในทางเดียว​กัน​เลย Correlation​ จะใกล้เคียง 1

ถ้ามีความสัมพันธ์​แบบเคลื่อนที่ตรงกันข้ามกัน เมื่อ A ขึ้น B จะลด ค่า Correlation​จะติดลบ

ถ้ามีความสัมพันธ์​แบบไม่เกี่ยวข้องกันเลย ค่าCorrelationจะเท่ากับ 0

ที่บอกว่าเวลาเกิดวิกฤติ​ การกระจายความเสี่ยงไม่ได้ผลเพราะในช่วงวิกฤติ ค่าCorrelationของทุกสินทรัพย์​ล้วนเเต่เท่าหรือใกล้เคียง​กับ 1 ค่ะ ทั้งหุ้นแต่ละตัว ไม่จะเป็นหุ้นตลาดไหน ตลาดเกิดใหม่ S&P Nikkei หรือแม้แต่กระทั่งพวกBond ฉะนั้นทุกอย่างจะขึ้นลงไปพร้อมกันหมด

เพราะฉะนั้นคนที่ลงกองทุน​เพราะต้องการจะกระจายความเสี่ยง เมื่อเจอแบบนี้จะไม่ช่วยอะไรเลย แม้กระทั่งกองทุนที่เน้นถือหุ้นที่ไม่ตามตลาดอย่าง Low-beta

ส่วนตัวช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน(ขึ้นลงเยอะมาก ภายในวัน เปรียบเสมือนลูกบอลที่ยังเต็มไปด้วยโมเมนตัมเด้งไปมาไม่หยุด)​ เวลาเทรดหุ้นจะให้น้ำหนักกับ SET เยอะเลยค่ะ เพราะช่วงเวลานั้นหุ้นตามตลาดหมด

วันนี้ขอเขียนถึงแค่ 2 ข้อก่อนนะคะไม่อย่างนั้นบทความจะยาวและซับซ้อนจนเกินไป ในบทความหน้าจะเจาะไปที่เรื่องของ Indicator ต่างๆ มากขึ้น เช่น EMA และ Bollinger Bands ในช่วงวิกฤติ​ เค้าจะทำตัวยังไงและใช้ได้มั้ย ฝากติดตามด้วยนะคะ ถึงเราจะทำอะไรไม่ทันในวิกฤติครั้งนี้แต่จะได้ความรู้และข้อสังเกต​ใหม่ๆ กลับไปแน่ๆ ค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยอะไรสามารถสอบถามไปได้ที่เพจวัคซีนหุ้นเลยนะคะ

ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​ ผู้สอบผ่าน CMT LEVEL 2 (Chartered Market Technician Program) คุณวุฒิทางด้านวิชาชีพนักวิเคราะห์ทางเทคนิคในระดับสากล เจ้าของเพจวัคซีนหุ้น​