ความผันผวนเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูของเทรดเดอร์

ความผันผวนเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูของเทรดเดอร์
325 Views

คงเคยได้ยินเทรดเดอร์​หลายคนพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักว่า​ “ช่วงนี้ตลาดหุ้นผันผวนเหลือเกิน” จนมุมมอง​ของเราที่มีต่อการลงทุนในตลาดหุ้นตอนที่มีความผันผวนไม่ดีนัก​ มาเจาะลึก​กันดีกว่าว่า​ ความผันผวนของตลาดหุ้นเป็นมิตรหรือศัตรูสำหรับเทรดเดอร์​กันแน่นะ

ความผันผวนในภาษาอังกฤษ​เรียกว่า​ Volatility​ พูดง่ายๆ​ คือ​ การเกิด​ “รถไฟเหาะ” แบบเที่ยวฟรี​ ไม่ต้องตีตั๋วในตลาดหุ้น​ อย่างเช่น​ ตอนเช้า​ดัชนี​ -​8​ จุด​ ทำเอาเทรดเดอร์เศร้ากัน​ แต่ตลาดภาคบ่ายกลับดีดตัวขึ้นอย่างรุนเเรง​ จนท้ายที่สุดแล้ว​ ดัชนีกลับปิดตัวไปที่​ +20​ จุด​ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในตลาดหุ้น​ จนเทรดเดอร์ที่เน้นเทรดในวัน(day trade) ​หัวหมุน​ เพราะต้องเปิด​LongหรือShortสลับกันไปมา​ อีกทั้งอาจจะขาดทุน​ เพราะตั้งตัวไม่ทันกับความผันผวนนี้ด้วย

เราจะรู้ว่าหุุ้นหรือดัชนีมีความผันผวนมาก​ จากการที่มีไส้เทียน​ ไม่ว่าจากด้านบนหรือด้านล่างมาก​ การที่ราคาแกว่งตัวออกจากส่วนเนื้อเทียน(body)แบบนี้ ย่อมแสดงถึงการที่ราคาแกว่งตัวออกจากค่าปรกติมาก​ ลักษณะ​แบบนี้เรามักพบในหุ้นที่มีการไล่ราคา​ เช่น​ พวกหุ้นปั่น​ หรือ​ เวลาที่หุ้นหรือดัชนีเกิดการขายหรือการซื้ออย่างตื่นตระหนก(panic sell/panic buy)

ตัวอย่าง​ที่​ 1 หุ้น​ ocean ใน​ Timeframe​ day จะเห็นได้ว่า​ มีไส้เทียนเกิดขึ้น​ค่อนข้างมากแสดงถึงความผันผวนภายในวัน

ผู้ที่เทรดtfexคงจะรู้กันดีว่า​ tfex​มีการปรับลดหรือเพิ่มหลักประกันขั้นต่ำต่อสัญญาค่อนข้างบ่อย​ ซึ่งเราเรียกกันว่า​ Initial maintenance(IM) ซึ่งส่วนหนึ่ง​มีผลมาจาก​ ความผันผวน​(Volatility)

ในช่วงที่มีความผันผวน(Volatility) ค่อนข้างน้อย​ หลักประกันมักถูกปรับลดลง ในขณะที่​ ถ้ามีความผันผวน(Volatility​) มาก​ หลักประกันก็มักถูกปรับเพิ่ม

เหตุการณ์​ที่จะทำให้ค่าความผันผวน​เพิ่มมากขึ้น

  • การประกาศตัวเลขสำคัญ​ของสหรัฐ​อเมริกา​ เช่น​ อัตราดอกเบี้ย​ อัตราการว่างงาน
  • เหตุการณ์​สำคัญ​ทางการเมืองและความมั่นคงทางเสถียรภาพ​ของประเทศ​ เช่น​ การเลือกตั้ง​ ตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์​ถล่ม​ เป็นต้น
  • เหคุการณ์ที่เป็นปัจจัยเฉพาะของบริษัทเอง​ เช่น​ ผลกำไร/ขาดทุนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ​ หรือการที่บริษัท​ประกาศ​ร่วมทุนกับบริษัทอื่น​

ความผันผวน(Volatility) ในเเนวโน้มแต่ละช่วงของตลาด​ มีดังนี้

  1. ตลาดหรือหุ้นขาขึ้น​ ยิ่งขึ้นเเบบรุนแรงก็จะมีความผันผวน(Volatility)​มาก
  2. ตลาดหรือหุ้นขาลง​ ยิ่งลงเเบบรุนแรงก็จะมีความผันผวน(Volatility)​มาก
  3. ตลาดหรือหุ้นที่ออกข้าง(sideway)​ หรืออยู่ในกรอบ​ จะมีความผันผวน(Volatility)​น้อย

สรุปง่ายๆ​ คือ​ ตลาดที่มีแนวโน้ม​ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มขึ้นหรือลง​จะมีค่าความผันผวนมาก​ ในขณะที่​ตลาดที่ไม่มีแนวโน้ม​ ออกข้างไปเรื่อยๆ​ หรือที่เราเรียกกันว่า​ “sideway” จะมีค่าความผันผวนน้อย

ตัวอย่างที่ 2 SET​ จะเห็นได้ว่า​ ตอนที่ดัชนีเคลื่อนตัวออกข้างเเบบ​sideway​จะมีค่าความผันผวน​น้อย​ จากนั้นเมื่อดัชนีมีการทะลุแนวต้านหรือ​break out ออกจากกรอบ​ ค่าความผันผวน​ก็เพิ่มมากขึ้น​ หลังจาก​นั้นก็ค่อนข้างจะเคลื่อนที่อยู่ในกรอบเดิม​และลดลงเล็กน้อยเมื่อดัชนีเองก็เลี้ยงตัวอยู่ในกรอบ​ และท้ายที่สุด​ ก็ทะลุแนวรับลงมา​ ในตอนนี้เอง​ ค่าความผันผวน​ก็พุ่งขึ้นสูงอีกครั้ง

เพราะฉะนั้น​ ​หากเข้าซื้อหุ้น/Long/Call เเล้วเราต้องการให้หุ้นราคาเพิ่มขึ้น​ ก็ย่อมต้องคาดหวังให้เกิดค่าความผันผวน​มากขึ้น และเมื่อเราเข้า​Short/Put หุ้นหรือดัชนี​ สิ่งที่เราต้องการก็คือ​ ความผันผวน​ที่มากขึ้นเช่นกัน ถ้าไม่มีความผันผวนแล้ว​ ราคาหุ้นก็จะไม่ขึ้นและไม่ลง​ เคลื่อนที่เลี้ยงตัวอยู่ในกรอบให้เทรดเดอร์​อึดอัดเล่นไปเรื่อยๆ

ดังนั้น​ ความผันผวนในตัวหุ้นหรือดัชนีไม่ใช่ศัตรู​ แต่เป็นมิตรที่น่าคบมาก​ ถ้าเราขึ้นรถถูกคัน​ หรือถ้ารู้​ว่าขึ้นรถผิดคัน​ ก็ควรรีบเปลี่ยน​ เทรดเดอร์​จะได้กำไรมากที่สุด​ ถ้าเกาะไปตามเเนวโน้มหลัก​ และที่สำคัญ​คือ “don’t fight the market” เพราะเราเป็นเทรดเดอร์​ ไม่ใช่นักมวย

  • ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​
Facebook Comments