ราคาหุ้นไม่ได้เท่ากับมูลค่าที่แท้จริงเสมอไป

ราคาหุ้นไม่ได้เท่ากับมูลค่าที่แท้จริงเสมอไป
512 Views

หากพิจารณา​กันดีๆ​ จะเห็นได้ว่า​ ราคาของหลายสิ่งหลายอย่างนั้นไม่ได้แปรผันตามประโยชน์​ใช้สอย​ แต่เป็นไปตามอรรถประโยชน์​ซึ่งรวมถึงความพึงพอใจ​ของผู้ใช้​ หุ้นเป็นตัวอย่างที่ดีของประเด็นนี้​ เพราะในระยะสั้น​ เค้าแทบไม่ได้เคลื่อนไหวตาม​ “มูลค่าที่แท้จริง” แต่เปลี่ยน​แปลงไปตามอารมณ์​ของนักลงทุนในตลาด

ตามหลักเศรษฐศาสตร์​พื้นฐาน​แล้ว​ สินค้าทุกชนิดจะถูกกำหนดราคาด้วยความต้องการ​ซื้อ(demand)​และความต้องการ​ขาย(supply)​ ซึ่งถ้าเราพล็อตกราฟ​ระหว่างแรงซื้อและแรงขาย​ จุดกึ่งกลางที่ความต้องการทั้งสองมาบรรจบกันพอดีก็จะคือ​ จุดสมดุลราคา(equilibrium)

  • กลไกราคาพื้นฐาน​ของสินค้าทุกชนิดรวมถึงหุ้นด้วย

เมื่อมีความต้องการ​ซื้อมาก​ แต่ของมีจำนวนเท่าเดิม​ ราคาก็จะขึ้น

เมื่อมีความต้องการ​ขายมาก​ แต่คนซื้อเท่าเดิม​ ของก็ล้นตลาด​ ราคาก็จะตก

สิ่งนี้เป็นเรื่องทางอุดมคติเท่านั้น​และไม่มีอยู่ในตลาดหุ้น​ ที่มักจะตอบสนองไวและรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ

เทรดเดอร์​ที่เก็งกำไรในระยะสั้นจึงไม่ควรเข้าซื้อด้วยความคิดที่ว่า​ หุ้นตัวนั้นตัวนี้มีราคาถูกแล้ว​ ราคาคงไม่ลงไปต่ำกว่านี้อีกแล้ว​

เพราะในระยะสั้น​ ราคาตลาด(market price) มักจะถูกกำหนดด้วยอารมณ์​เช่นนี้

1 Overdemand มีความต้องการ​ซื้อมาก​ แต่ความต้องการ​ขายเท่าเดิม​ ราคาก็จะปรับขึ้นสูงเรื่อยๆ หรือพูดง่ายๆ​ ว่า​ เกิดการแย่งซื้อหุ้นมาก​ จนมีการไล่ราคาเกิดขึ้นและเมื่อเกิดการเเย่งซื้อมากๆ​ ก็จะเกิด​ “panic buy” หรือการแย่งกันซื้ออย่างตื่นตระหนก​ ต่อจากนั้นก็มักจะเกิดยอด(market top) หรือที่เราเรียกกันว่า​ “ดอย” นั่นเอง

Panic buy ที่เกิดขึ้น​ในตลาดหุ้นมีอยู่มากมายและมักชอบเกิดเมื่อเทรดเดอร์​เกิดความคาดหวัง​ เช่น​ การประกาศร่วมทุน​ การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร​ กำไรหรือมีดีลพิเศษ​เกิดขึ้น​ เป็นต้น

ตัวอย่างที่ดีของการเกิดpanic buy ที่จะเอามาเล่าในวันนี้คือ​ “ฟองสบู่​ดอกทิวลิป(the Dutch Tulip Mania Bubble)”ที่แม้จะไม่ได้เกิดขึ้น​โดยตรงในตลาดหุ้น​ แต่นับว่าเป็นกรณีศึกษา​ที่น่าสนใจ​ ในช่วงประมาณ​ปี​ 1630 ได้มีกระแสคลั่งดอกทิวลิปขึ้นในประเทศ​เนเธอร์แลนด์​ เนื่องจาก​ดอกทิวลิปมีสีสันสวยงามแปลกตาเเละไม่ใช่พืชพื้นเมืองของยุโรปจึงเตะตาเเละเป็นที่นิยมมาก​จนขาดตลาด​ ถึงกับต้องมีการขาย​สัญญาล่วงหน้า​(future)​เลยทีเดียว​ และเกิดการเก็งกำไรกันขึ้น​ จากราคาปรกติเพียง​ 5-15​ กิลเดอร์​กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ​ ถึงขนาดมีบันทึก​ว่ามีผู้นำที่ดินขนาด​ 12​ เอเคอร์(49,000 ตารางเมตร)​มาแลกกับหัวของดอกทิวลิปเพียงหัวเดียว แต่ฟองสบู่ก็แตกจนได้​ เมื่อดอกทิวลิปถูกไล่ราคาไปจนถึง 200​ กิลเดอร์​และไม่มีคนยอมซื้อที่ราคานี้​ คนที่ครอบครองสัญญาล่วงหน้า​ก็เลยพากันขายอย่างตื่นตระหนก(panic sell) จนราคาล่วงลงมาเหลือ​ 10 กิลเดอร์​ภายในเดือนเดียว

ฟองสบู่​ทิวลิปจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของทั้ง​ panic buy และ​ panic sell เลย​ ถึงแม้ว่ามูลค่าที่เเท้จริงของทิวลิป​ 1 ดอก​จะอยู่ที่แค่ไม่ถึง​ 10 กิลเดอร์​เท่านั้น​ แต่อารมณ์​ของตลาดหรือที่เรียกว่า​ sentiment ก็ส่งผลทำให้เกิดการไล่ราคาขึ้นสูงไปเรื่อยๆ​ จนถึง​ 200​ กิลเดอร์​ หลังจาก​นั้นฟองสบู่ก็แตกและ​sentimentก็เป็นลบเสียจนราคากลับมาอยู่​ ณ​ จุดเดิม

2 Oversupply มีความต้องการขายมาก​ แต่ความต้องการซื้อเท่าเดิม​ ของก็จะล้นตลาด​ ต่อมาสินค้าชนิดนั้นราคาก็จะตก และถ้ามีความต้องการขายมากๆ​ ก็จะเกิด​ การขายอย่างตื่นตระหนก(panic sell) เหมือน​เวลาที่เกิดข่าวร้ายเกี่ยวกับหุ้นนั่นเอง​

ตัวอย่างของpanic sellที่เห็นภาพชัดที่สุดในตอนนี้คือกรณี​ ของหุ้น JAS ที่ถูกเทขายหลังจากนักลงทุน​ผิดหวังจากที่คาดว่าจะมีกลุ่มทุนใหญ่เข้าซื้อกิจการ​ ทำให้ราคาลดลง​ 1.30​ บาทหรือ​ 17.11% ภายในวันเดียว

จะเห็นได้ว่าในระยะสั้นราคาไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าที่เเท้จริงของกิจการนั้นๆ​ เลย​ เพราะฉะนั้นเวลาเข้าซื้อหุ้นเราควรกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่​เเรกว่าจะเข้าลงทุน​ในกิจการหรือเก็งกำไรกันแน่​ หากต้องการ​ลงทุนในตัวกิจการ​ ก็ควรจะเข้าซื้อที่ราคาซึ่งประเมินเเล้วว่าสมเหตุสมผล​และมีส่วนเผื่อความปลอดภัย(Margin Of Safety) ความผันผวน​ในระยะสั้นไม่ใช่ปัจจัยที่นักลงทุน​กลุ่มนี้ต้องให้ความสำ​คัญ​ ถ้าความผันผวน​นี้ไม่ได้เกิดจากการที่พื้นฐาน​ของกิจการเปลี่ยน​หรือปัจจัยทางมหภาค/จุลภาคที่อาจกระทบอย่างรุนแรง​ ส่วนเทรดเดอร์​ที่ต้องการเก็งกำไรก็ควรเข้าซื้อและขายด้วยปัจจัยทางเทคนิค​ ไม่ใช่เมื่อหุ้นหลุดแนวรับทางเทคนิคแล้ว​ ก็เอาปัจจัยทางพื้นฐาน​อื่นๆ​ มารองรับว่า​ ราคานี้ต่ำกว่ามูลค่าที่เเท้จริง​ เดี๋ยว​ราคาต้องปรับตัวขึ้น

จำเอาไว้ว่า​ ราคาในระยะสั้นขึ้นอยู่กับ​sentimentของตลาดและอารมณ์​ของนักลงทุน​มากกว่ามูลค่า​ที่เเท้จริง

  • ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​
Facebook Comments