ผลของการเลือกตั้งที่มีต่อตลาดหุ้น​ ตอนที 2

ผลของการเลือกตั้งที่มีต่อตลาดหุ้น​ ตอนที 2 ปก
277 Views

จากบทความตอนที่​ 1 ที่เราได้เห็นกันแล้วว่าการเลือกตั้ง​นั้นส่งผลกระทบทางบวกต่อตลาดหุ้นในแต่ละประเทศมากน้อยต่างกัน​ ซึ่งส่วนสำคัญ​ที่เราต้องพิจารณา​คือปัจจัยเฉพาะตัวของประเทศนั้นๆ​ เช่น​ นโยบายทางการเงิน​ ระบอบการปกครอง​และผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้นๆ​ เป็นต้น​ แล้วประเทศไทย​ของเราหละ​ เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น​ SET​ จะให้การตอบรับยังไงบ้าง​ ลองมาดูกันนะคะ

ข้อมูลที่ใช้ในการอ้างอิง​ วัดผลในช่วงก่อนการเลือกตั้ง​ 3 เดือนและหลังการเลือกตั้ง​ 3 เดือนของการเลือกตั้ง​ 5​ ครั้ง​ ​ตั้งแต่​ปี​ พ.ศ.2544-2557

รวมกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่​ 24​ มีนาคม​ 2562​ ที่ผ่านมา​ เป็น​ 6 ครั้ง โดยใช้ราคาปิดของวันก่อนหน้าวันเลือกตั้งเป็นเกณฑ์​ในการคำนวน​ผลตอบแทน​ก่อนและหลังการเลือกตั้ง​ และขอสมมุติ​ว่าเราเข้าซื้ิิอกองทุนอิงดัชนี​ จึงได้ราคา​NAV เป็นดัชนีในวันนั้น​นะคะ​

หากเราย้อน​หลังดูข้อมูล​ผลตอบแทน​ก่อนและหลังการเลือกตั้งของ​SET​ ในช่วงก่อนปี​ พ.ศ.​ 2544​ อาจจะพบว่าผลตอบแทน​เป็น​บวกเกือบ​ตลอด​เวลา​   เท่ากับว่าหากเราซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรวันเลือกตั้งย่อมได้กำไรมาครองง่ายๆ​ แต่ขอคัดเอาเฉพาะแค่การเลือกตั้ง​ช่วง​ 20​ ปีหลังช่วงวิกฤติ​ต้มยำกุ้งในปี​ พ.ศ.​ 2540 มาให้ดูนะคะ​เท่านั้นนะคะ​เพื่อไม่ให้ยืดเยื้อเกินไป

จะพบว่าส่วนมากผลตอบแทน​หลังการเลือกตั้งจะมีค่าติดลบ​ พูดง่ายๆ​ ว่าหากเราเข้าซื้อหุ้นในตอนก่อนหน้า​วันเลือกตั้ง​ 1 วัน​และขายหุ้นในอีก 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง​ เราจะขาดทุนเฉลี่ย​ถึง​ 1.87% ในขณะที่ถ้าซื้อหุ้นก่อนเลือกตั้ง​ 3 เดือนและขายในวันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง​ 1 วัน​ จะให้ผลตอบแทน​เฉลี่ย​ในการเลือกตั้ง​ 6 ครั้งเท่ากับ​ 3.08%

แต่จะด่วนตัดสินว่า​ เราควรซื้อหุ้นก่อนการเลือกตั้งเเละขายออกในช่วงเลือกตั้ง​ก็คงจะไม่ถูกนัก​ เพราะการเลือกตั้งที่เป็นปัจจัยภายในประเทศ​ก็ย่อมถูกผลกระทบจากภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​

ยกตัวอย่างเช่น​ เมื่อปี​ 2554​ เราจะเห็นได้ว่า​ หากเข้าซื้อหุ้นในช่วงวันเลือกตั้ง​และขายออกในอีก​ 3 เดือน​ จะได้ผลตอบแทน​ติดลบมากถึง​ 12% แต่หากเราย้อนไปดูไทม์ไลน์ของโลกในช่วงเวลาดังกล่าวเเล้ว​ ก็จะพบว่า​ ช่วงปี​ 2554​ นี้เกิดภาวะปัญหาหนี้ที่ฝั่งยุโรปรุกราน​ หรือที่เรียกกันว่า​ Big debt crisis ขอเท้าความง่ายๆ​ ว่าในตอนนั้นตลาดหุ้นทั้งโลกล้วนมีการปรับฐานอย่างรุนเเรงทั้งนั้น​ เนื่องจากกังวลว่าสหภาพยุโรปจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่

ดังนั้นการประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​ทั้งภายในและภายนอกก็น่าจะเป็นหนทางที่ฉลาดกว่าในการเก็งกำไรในช่วงเลือกตั้้ง

แต่สำหรับผู้ที่อยากเข้าเก็งกำไรในช่วงการเลือกตั้ง​ Markos​ Katsanos​ ได้เขียนเเนะนำในบทความเรื่อง​ Election effects on the stock market เช่น

  1. ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งประมาณ​ 2 สัปดาห์​ ค่าความผันผวน(Volatility) ของตลาดหุ้นจะสูงขึ้นมาก​ เขาเเนะนำว่าให้ขายหุ้นที่มีก่อนการเลือกตั้งในช่วงที่ตลาดคึกคักเช่นนั้นและค่อยซื้อคืน​อีกครั้ง​ ถ้าหากพิจารณา​แล้วว่าผู้ที่ชนะการเลือกตั้งเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุน​ส่วนมาก
  2. หลังจากช่วงหลังการเลือกตั้ง​ ตลาดหุ้นจะมีทิศทางขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับว่า​ ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งสามารถทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ในตอนแรกหรือไม่
  3. หากมีการประกาศว่าจะมีนโยบายลดภาษีหากได้ตำแหน่งไม่ว่าจากผู้สมัครรายใดก็ตาม​ ตลาดหุ้นมักจะพุ่งขึ้น

ถ้าสนใจเก็งกำไรในช่วงการเลือกตั้งก็สามารถลงทุน​ผ่าน​ ETF ของประเทศนั้นๆ​ ได้นะคะ​ แต่อย่าลืมศึกษาหาข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจถายในประเทศ​และปัจจัยภายนอกที่อาจสั่นสะเทือนทั้งโลกได้​ อย่างเช่น​ สงครามการค้า​ ทิศทางการปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ​ เป็นต้น​

ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​