ผู้เห็นข้อมูลมากที่สุด - supertraderrepublic

ผู้เห็นข้อมูลมากที่สุด

เศรษฐกิจไทยในปี 2564 หากได้ลองติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ท่ามกลางสารพัดปัจจัยลบรุมล้อม หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจฐานรากของไทยเริ่มฟื้น คือ การเริ่มโครงการคนล่ะครึ่ง จากที่มีหลายๆคนปรามาสว่าเป็นแค่โครงการเอาขำๆ ไปๆมาๆ กลับเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาล ปลุกชีพกำลังซื้อในประเทศ บรรดาพ่อค้า แม้ค้า ได้กลับมาขายของกันคึกคักอีกครั้ง  และชัดเจนว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงให้ GDP ไทยปิดตัว 2563 ติดลบไปเพียง -6.1% YoY น้อยกว่าที่ทุกสำนักคาดการณ์กันเอาไว้

นอกจากโครงการคนล่ะครึ่ง ยังมีโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ และล่าสุด ม.33 แต่ละโครงการมาแบบยิงเข้าเป้าเอาหวังผล ซึ่งต้องขอปรบมือให้กับเบื้องหลังของโครงการเหล่านี้ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไทยคือ คุณ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

จากเดิมที่ผมต้องคอยติดตามและตื่นเต้นไปกับการให้สัมภาษณ์ของผู้กำกับนโยบายต่างประเทศ เจโรม พาวเวล ประธาน Fed หรือ คุณ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ มาครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีก็ว่าได้ที่ผมได้ตื่นเต้นกับการติดตามความเคลื่อนไหวของผู้กำกับนโยบายในประเทศไทย

ล่าสุดคุณ สุพัฒนพงษ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆว่า ได้หารือกับหัวหน้าทีมชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงทีมงานที่ออกไปรับฟังความเห็นนักธุรกิจทำให้ทราบปัญหาและอุปสรรคการลงทุนในไทยที่ติดขัดกฎระเบียบที่ต้องแก้ไขจริงจัง รวมถึงต้องเปลี่ยนมาตรการทางภาษีบางส่วน เพื่อจูงใจนักลงทุนเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะฟื้นตัวเพิ่มขึ้นในปี 2565 หลังจากที่ปี 2564 ยังให้น้ำหนักกับการประคองเศรษฐกิจในประเทศเป็นสำคัญ

“ผมได้เรียก ม.ล.ชโยทิต กฤดากร หัวหน้าทีมชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศมาหารือ โดยคาดว่าปลายเดือนนี้จะมีความชัดเจนเรื่องแผนการดึงดูดการลงทุนที่ต้องทำในเชิงรุก รวมทั้งการเร่งรัดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์กลางทางการแพทย์ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” คุณ สุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น 

และเมื่อมีนักข่าวถาม คุณ สุพัฒนพงษ์ ถึงกรณีที่ คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวเพียง 1-3% ในปีนี้

รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สวนกลับทันทีว่า “เรื่องเศรษฐกิจใครจะพูดอะไรก็พูดไปบอกว่าเศรษฐกิจปีนี้โตไม่ถึง 3% ก็เรื่องของเขา เรื่องอะไรผมต้องยอมให้ใครมาบอกว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไหร่ เพราะผมเห็นข้อมูลมากที่สุด ปลายปีที่แล้วเขาก็บอกว่าเราจะแย่ แต่เราต้องไม่ยอมรับ ขอย้ำว่าเป้าทำงานอยู่ที่ 4% ส่วนจะบอกว่าหักปากกาเซียนหรือไม่ ไม่รู้แต่ปีที่แล้วก็หักมาแล้ว”

คุณ สุพัฒนพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ต่อว่า เป้าหมายเศรษฐกิจขยายตัวในระดับ 4% เรียกได้ว่าเป็นเป้าทำงานเพราะในปี 2564 ถ้าหากทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% ได้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจลบ 6.1% จะเหลืออยู่แค่ลบ 2% เท่านั้น และปี 2565 เศรษฐกิจขยายตัวจะฟื้นคืนขึ้นมาสู่ระดับเดิมได้

ทั้งนี้ ในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลกำลังพิจารณาว่าจะลดลง เพื่อให้แข่งขันได้กับประเทศที่เป็นคู่แข่งในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศกับไทย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งเวียดนาม โดยเรื่องนี้ในสายตานักลงทุนมีการเปรียบเทียบกันอยู่แล้วจึงต้องมีการมาพิจารณาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เหมาะสม

การตอกย้ำว่า ตัวเองเห็นข้อมูลมากที่สุดและ ท่าทีที่ชัดเจนว่าต้องการดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นให้ได้ของคุณ สุพัฒนพงษ์ ทำให้ผมรู้สึกมีความหวังกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เมื่อผู้กำกับนโยบายจริงจัง มีความปรารถนายากให้ทุกอย่างดีขึ้น ไม่ใช่เอาแค่ประคองตัวให้รอดไปวันๆ ประเทศไทยก็น่าจะฟื้นไข้ได้เร็วกว่าที่หลายๆฝ่ายคาดการณ์กันไว้

ในส่วนของมาตรการที่คาดหวัง ผมมองว่าหากมีการดำเนินการกระตุ้นการลงทุนด้วยการลดภาษีนิติบุคคล ก็ถือเป็นความกล้าหาญชาญชัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะรายได้ปัจจุบันของรัฐบาลนั้นเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าอยู่แล้ว หากจะมาลดภาษีลงไปอีก รัฐบาลก็ต้องดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ซึ่งจะต้องไปขยายเพดานหนี้สาธารณะและกู้เพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ที่ผ่านมาการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลมี 2 แนวทาง คือ การลดภาษีเพื่อชดเชยผลกระทบจากมาตรการรัฐบาล ดั่งเช่นในปี 2555 รัฐบาล คุณ ยิ่งลักษณ์ปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% ลงมาเหลือ 20% เพื่อช่วยผู้ประกอบการจากผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ก่อนที่จะคงอัตราภาษีนิติบุคคลไม่เกิน 20% มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนอีกแนวทางคือการการลดภาษีเฉพาะธุรกิจที่ต้องการส่งเสริมหรือ BOI มาตรการนี้ใช้อยู่อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่จะเห็นได้ว่ายังไม่เห็นผลได้มากพอ

ในแง่ของการลงทุนใน SET หากมีการลดภาษีนิติบุคคลจริง พื้นที่ในการลดก็สามารถคาดหวังได้ในระดับ 3-5% เหลือระดับ 15-17% ตรงนี้จะช่วยให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนสามารถที่จะฟื้นตัวและเป็นผลดีต่อการลงทุนแน่นอน

รัฐบาลจะเลือกมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจริงหรือไม่ อีกไม่นานคงมีคำตอบ เพราะคุณ สุพัฒนพงษ์ ได้กล่าวไว้อยู่แล้วว่า ช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ จะเห็นนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เห็นผลในเชิงปฏิบัติเพื่อให้สามารถสู้กับประเทศอื่นๆได้

  • ประกิต สิริวัฒนเกตุ