“path of the least resistance” หรือ “ทางที่มีแรงต้านทานน้อยที่สุด”

path of the least resistance
255 Views

“path of the least resistance” หรือ​ “ทางที่มีแรงต้านทานน้อยที่สุด” เป็นคำที่ไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่​นัก​ แต่ถ้าใครได้อ่านtextbook ต่างประเทศ​ จะเห็นได้ว่าเค้าพูดถึงสิ่งนี้ค่อนข้างบ่อย​ อธิบายได้ง่ายๆ​ ว่า​ มันคือลักษณะ​ทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง​ซึ่งคนที่มีอำนาจเงินมาก​(ในที่นี้ขอเรียกว่า​ smart moneyนะคะ) เลือกจะทำ​ เพราะถึงแม้เค้าจะมีเงินมหาศาลแต่ก็มีความคิดเหมือนเราๆ​ นี่แหละ​ ที่มองว่าคงดีกว่าถ้าประหยัดเงิน​ ประหยัดแรงกายและแรงใจเอาไว้​ลากหุ้นตัวอื่นๆ​ ดีกว่า

ขอเปรียบเทียบกับกระแสน้ำจากแม่น้ำสายย่อยที่ไหลผ่านหุบเขามายังแม่น้ำสายใหญ่กว่าด้านล่าง​ น้ำย่อมจะไหลผ่านหินใหญ่ๆ​ ที่จะสามารถไหลผ่านได้สะดวกมากกว่าแอ่งหินเล็กๆ​ ที่มีเเรงเสียดทานมาก​ การที่น้ำไหลผ่านปริมาณกว้างๆ​ ได้มากกว่าแอ่งหินเล็กๆ​ นั้นก็คือ​ การเลือกเส้นทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด(the least resistance) นั่นเอง​

ก็เหมือนราคาของหุ้นที่เวลา smart moneyอยากจะให้ราคาเบรคเเนวต้านหรือหลุดแนวรับสำคัญ​ เขาก็จะเลือกที่จะใช้วิธีที่มีเเนวต้านที่น้อยที่สุด​เพื่อประหยัดทรัพยากร​

Path of the least resistance หรือทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด​ ที่เห็นกันบ่อยๆ​ ก็อย่างเช่น

  1. การเปิดgap และเป็นgapประเภทbreakaway gap ซึ่งเกิดจากการที่หุ้นกระโดดข้ามเเนวต้านหรือหลุดแนวรับสำคัญไปเลยในตอนเปิดวัน​ ก่อนจะอธิบายกันต่อไป​ ขอทวนความเข้าใจ​เรื่องจิตวิทยาในการเกิดแนวรับ-แนวต้านก่อนว่า​ ถ้าหุ้นหรือfutureอยู่ในสภาวะไร้แนวโน้ม​ เคลื่อนที่ออกข้างไปเรื่อยๆ​ แบบที่เรียกกันว่า​ sideway​ เทรดเดอร์ก็จะสามารถเห็นแนวรับ-แนวต้านได้อย่างชัดเจนเลย​ โดยเฉพาะถ้าtrading rangeนี้​ กินเวลามาหลายเดือนแล้ว​ ฉะนั้นเมื่อถึงแนวรับ​ เทรดเดอร์ทั้งหลายก็รีบเข้าซื้อด้วยความมั่นใจว่าเเนวรับนี้จะรับอยู่เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา​ ​และเมื่อถึงแนวต้าน​ก็มักจะขายทำกำไรเพราะคิดว่าคราวนี้คงเบรคผ่านไม่ได้อีกนั่นแหละ​ ซึ่งพฤติกรรม​ตรงนี้ทำให้เกิด​ “แนวรับ-แนวต้านที่เเข็งแกร่ง”

นึกภาพออกไหมคะว่า​ ถ้าsmart money ต้องการลากราคาหุ้น​ผ่านเเนวต้านที่แข็งแรงอย่างนี้​ ถ้าลากในขณะที่​เปิดตลาดก็ต้องใช้เเรงเงินมหาศาลเข้าสู้หรือที่เรียกว่า​ “ซับแรงขาย” คือยอมรับซื้อหุ้นที่เทรดเดอร์​ต้องการขายทำกำไรให้หมด​ แนวต้านแข็งแรงนี้ถึงจะเบรคได้​ กรณีที่ต้องการให้หุ้นหลุดแนวรับที่เเข็งแรงก็เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น​คงจะดีกว่ามาก​ ถ้าเค้าตั้งซื้อเยอะๆ​ ในช่วง​ ATO เพื่อให้ราคากระโดดผ่านเเนวต้านสำคัญ​ขึ้นไป​ เทรดเดอร์​ที่มีของอยู่ในช่วง​Trading​range อันยาวนานนั้นก็จะดีใจและไม่ขายทำกำไรออกมา

การเปิดgapนี้บ่อยครั้งจึงมักจะเกิดตรงบริเวณ​แนวรับ-แนวต้านสำคัญหรือเส้นemaที่นิยมใช้กัน​ เช่น​ ema200​ เป็นต้น​ เพื่อประหยัดแรงกาย​ แรงใจและแรงเงินของ​ smart money นั่นเอง

  • ตัวอย่างที่​ 1 หุ้น​ BH ใน​Timeframe​ day เปิดวันใหม่ด้วยการกระโดดลงข้ามเเนวรับสำคัญ​อย่าง​ ema200(เส้นสีเหลือง)​เลย​ เพื่อหลีกเลี่ยงเทรดเดอร์​ที่จะพากันเข้ามารับตรงแนวรับนี้
  • ตัวอย่างที่2หุ้น​ KBANK​ Timeframe day ติดแนวต้านที่เส้นema89(เส้นสีชมพู)​และวันต่อมาก็กระโดดขึ้นข้ามเส้นema200(เส้นสีเหลือง)​ เพื่อหลีกเลี่ยงการซับแรงขายบริเวณ​นี้

2.การกระชากราคา​ จะเห็นเป็นเเท่งเทียนแดงหรือเขียวขนาดยาว​

smart money อาจจะเลือกใช้วิธีนี้​ ถ้าสังเกต​bid-offer จะเห็นการรวบช่องด้วยไม้ใหญ่ๆ​ ไปเร็วๆ​ เหมือนคนขับสตาร์ทรถรอแล้วตะโกนเรียกผู้โดยสารไม่กี่ครั้งก่อนจะเบิ้ลเครื่องไปเลย​ แทนที่จะอ้อยอิ่งรออยู่พักใหญ่​ การทำอย่างนี้จะช่วยลดจำนวนหุ้นที่เทรดเดอร์​ตั้งใจจะขายทำกำไรบริเวณ​แนวต้านที่เเข็งแรงนั้น​ smart moneyจึงไม่ต้องซับแรงขายมาก​ ประหยัดเงินไปได้โขค่ะ

กรณีแบบนี้เกิดขึ้นที่บริเวณ​แนวรับ-แนวต้านหรือเส้นemaที่สำคัญ​เหมือนกัน​ค่ะ

  • ตัวอย่างที่​ 3 หุ้น vgi​ Timeframe day เคลื่อนที่อยู่​ใน​ Trading​ range ที่ประมาณ​ 7.35 –​ 8.15​ เป็นเวลานาน​ 7​ เดือน​ทุกครั้งที่จะเบรคก็จะเจอแรงขายกดลงมา​ จนกลายเป็นเเท่งเทียนมีไส้ยาวข้างบนตลอด​ จนช่วงปลายเดือน​มีนาคมก็จะเบรคกรอบsidewayนี้ไปด้วยการกระชากหนีเป็นแท่งเขียวยาว​

3.เวลาที่หุ้นราคาลงมากๆ​ smart money จะเข้ามาทดสอบแรงขายก่อนจะลากขึ้นทำราคารอบต่อไป โดยถ้าเขาเห็นว่ายังมีแรงขายมาก​ ก็จะไม่ลากขึ้นทำราคารอบใหม่​ แต่จะรอให้แรงขายค่อยๆ​ เหือดแห้งไปก่อน​

อย่างไรก็ตาม​ การเบรคแนวต้านหรือหลุดแนวรับเป็นเรื่องของจิตวิทยาด้วยส่วนนึง​ จึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ​ หุ้นอาจจะค่อยๆ​ เบรกกรอบหรือค่อยๆ​ ลงหลุดแนวรับในลักษณะ​ “​ต้มกบ”ได้เหมือนกั​น​ เพราะฉะนั้น​ทฤษฎี​นี้เป็นเพียงแค่จุดหนึ่งที่เราจะใช้คาดการณ์​การกระทำของ​ smart money คร่าวๆ​ เท่านั้น​ เทรดเดอร์​ต้องให้ความสำคัญ​กับเรื่องอื่น​ เช่น​ indicators ด้วยค่ะ​

  • ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​