Leading และ​ Lagging Indicators ต่างกันยังไง

480 Views

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า​ leading หรือ​ lagging indicators 2 คำนี้แปลเป็นภาษาไทย​ได้​ว่า​ ตัวชี้วัดนำและตัวชี้วัดตาม​ เปรียบเทียบ​ให้เห็นภาพง่ายๆ​ ได้ว่า​ leading indicators หรือตัวชี้วัดนำ​จะเหมือนหมอดู​ ที่จะพยากรณ์​ก่อนหน้าที่เหตุการณ์​จะเกิด​ กรมอุตุฯ​ ยัง​ไม่สามารถทำนายว่าฝนจะตกวันไหนได้ถูกต้อง​ 100% ฉันใด​ หมอดูอย่าง leading indicators ของเราก็ฉันนั้น​ ในบางครั้งเค้าทำนายทายทักว่าหุ้นหรือดัชนีจะมีการลง​ แต่ปรากฎ​ว่าไม่ลง​ และในบางครั้งคำทำนายของเค้าก็เป็นจริง​ ส่วน​ lagging indicators หรือดัชนีชี้วัดตาม​ ก็เหมือน​กับผู้ปกครองที่ค่อยมา​รู้ทีหลังและตักเตือน​ในตอนที่เราทำผิดพลาดไปแล้ว​ เช่น​ เรากำลังพูดจาไม่ดี​ ผู้ปกครอง​ก็จะเตือนให้เราหยุดพูดและทำตัวให้น่ารักขึ้น​ เป็นต้น

ถ้าเห็นภาพแล้ว​ ขอพูดถึง​ lagging และ​ leading indicators ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำคร่าวๆ​ นะคะ

Lagging indicators คืออะไร?

ก่อนหน้านี้​ การเข้าซื้อหุ้นด้วยการวิเคราะห์​ทางเทคนิคไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร่นัก​ เพราะนักลงทุน​หลายคนเชื่อว่า​ การเทรดหุ้นทางเทคนิคเป็นเหมือน​การเดาสุ่มตามทฤษฏี​เดินสุ่ม​(Random walk hypothesis) แต่ก็ได้มีการพิสูจน์​และยอมรับเเล้วว่าการเข้าซื้อหุ้นที่มีความเเข็งแกร่งเเละมีโมเมนตัมจะให้ผลตอบแทน​สูงกว่า ‘การเดาสุ่ม’ ที่ถูกกล่าวหามาตลอด​ เพราะจริงๆ​ แล้ว​ เนื้อแท้ของอินดิเคเตอร์​ทั้งหลายที่เราใช้งานกันอยู่นั้นคำน​วณ​มาจาก​ ‘สถิติ’ และ​ ‘ข้อมูลในอดีต’

ยกตัวอย่าง​เช่น​ เส้น​ EMA ก็คำนวณมาจากราคาปิดตามจำนวนวันที่ต้องการ​และให้น้ำหนักกับข้อมูลราคาของวันหลังๆ​ มากกว่า

เมื่อนำข้อมูลของวันที่เกิดขึ้น​มาแล้วมาใช้ในการคำนวณ​ เส้น​ EMA จึงบอกเหตุการณ์​ได้ล่าช้า​ เพราะต้องรอให้ข้อมูลเหล่านั้นกลายเป็น​อดีตก่อน​ ถึงจะนำมาคำนวณได้

ซึ่งอินดิเคเตอร์​ที่เอาข้อมูลในอดีตมาคำนวณอย่างนี้ก็มีมากมายและเป็นแทบทุกตัวที่เราใช้กัน​ ทั้ง​ EMA, MACD เป็นต้น

เหมือน​กับเรื่องเล่าทางวิทยาศาสตร์​เรื่องหนึ่งที่ว่า​ เวลาเราแหงนมองดาวต่างๆ​ บนท้องฟ้าก็เท่ากับเรามองภาพอดีตที่ผ่านมานานแล้วนับพัน​ปีของดาวดวงนั้น​ ซึ่งความจริง​ ณ​ วินาทีนั้น​ ดาวดวงนั้นอาจไม่ได้เป็นเหมือน​ที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้เเล้ว​ มันอาจจะถูกระเบิด​ หายไป​ หรือใหญ่ขึ้น​ เรื่องนี้เกิดขึ้น​เพราะการเล่นตลกของกาลเวลา​และการเดินทางอันยาวนานของแสง​ กว่าที่ภาพจะเดินทางมาให้เราเห็นได้ ก็ผ่านมาระยะนึงเเล้ว

Lagging indicators ก็เหมือนภาพดวงดาวที่เล่า​ เคยสังเกตุมั้ยว่า​ กว่าที่​ MACD จะโผล่พ้นน้ำ​ หรือ​ EMA​ จะเกิด​ GOLDEN CROSS ให้สัญญาณ​ซื้อนั้น​ จุดต่ำสุดก็ผ่านไประยะนึงเเล้ว

นี่แหละ​ ตัวชี้วัดตามที่จะให้สัญญาณ​ช้า​ เทรดเดอร์​หลายคนจึงปรับค่าของอินดิเคเตอร์​บางตัวเสียเอง​ให้เกิดสัญญาณ​ซื้อ-ขายได้เร็วขึ้น​ แต่เรื่องการปรับค่า​ แนะนำว่าก่อนทำควรทดสอบระบบที่ตั้งค่าใหม่ของเรา​ ว่ามีความเหมาะสม​หรือเปล่า​ด้วยนะคะ

ตัวอย่างที่ 1  หุ้น​ PTG กับสัญญาณ​ซื้อที่เกิดจาก​ Lagging indicators อย่าง​ EMA​

จะเห็นได้ว่าถ้าเราซื้อเมื่อ​EMAเกิด​ GOLDEN CROSS จะไม่ได้ราคาใกล้จุดต่ำสุดและปัญหาอีกข้อหนึ่ง​ คือ​ ค่อนข้างจะเกิดสัญญาณ​ซื้อ-ขายบ่อย​ และเนื่องจากสัญญาณ​ที่เกิดขึ้น​นั้นล่าช้า​ กว่าที่จะเกิดสัญญาณ​ขาย​ ราคาก็ลงไปแล้ว​ เราจึงแทบจะไม่เหลือกำไร​ แถมยังเสียค่าคอมมิชชั่น​บ่อยด้วย

แล้ว​ Leading indicators ล่ะคืออะไร?

ตัวชี้วัดนำหรือ​ leading indicators ไม่ใช่จอกศักดิ์สิทธิ์​(holy grail)ที่จะสามารถบอกล่วงหน้า​ได้ถูกต้อง100% ​ indicators ประเภทนี้ก็อย่างเช่น​ การเกิดความขัดแย้งของราคา

(Divergence)​ใน​MACD​ ราคา​ แท่งเทียน​ และปริมาณ​การซื้อขาย​ ที่บ่อยครั้งก็บอกใบ้อะไรเราบางอย่างผ่านกราฟราคาของหุ้น

ตัวอย่างที่​ 2  หุ้น​ cpall​

ก่อนหน้าที่หุ้นจะลงไปทำจุดต่ำสุดที่ราวหกสิบบาทต้นๆ​ หุ้น​ cpall​ ก็ได้แสดงถึง​ ‘ความอ่อนแรงของโมเมนตัม’ ผ่านกราฟราคา​ เริ่มตอนที่หุ้นอยู่ในช่วงราคา​ 80​ บาทนิดๆ​ จนถึงเมื่อตอนที่หุ้นทำจุดสูงสุดใหม่(all time high) ที่​ 90​ บาท​ ในตอนนั้นหุ้นมี​ bearish divergence ซึ่งก็คือ​ การที่หุ้นราคาพุ่งทำจุดสูงสุด​ใหม่เรื่อยๆ​ แต่กลับมียอด​ MACD​ ที่เตี้ยลง​

หรือการที่หุ้นขึ้นมาสักระยะหนึ่งเเล้ว​ และเกิดแท่งเทียนที่มีเนื้อเทียนสั้น(spreadสั้น)​ แต่กลับมีปริมาณ​การซื้อขาย​มาก​ ย่อมแสดงว่าที่ราคาไม่ยอมไป​ คงจะมีเเรงขายมหาศาลซ่อนตัวอยู่แน่ๆ​ ถ้าเฝ้าจอ​ การที่ราคาพยายามขึ้นเเต่กลับมีคนเติม​ offer ให้กับหุ้นเรื่อยๆ​ จนราคาไม่ไปไหน​ ก็จะทำให้เกิดแท่งเทียนที่มีลักษณะ​แบบนี้​

แต่หุ้นหลายตัวที่มีความแข็งแกร่งมาก​ แม้จะเกิด​ bearish divergence​ แล้ว​ ราคาก็ยังคงขึ้นต่อ​ จนเมื่อเกิดครั้งที่​ 2-3​ ถึงจะลงจริง​ ในขณะเดียวกัน​ หุ้นขาลงที่แข็งแกร่ง​ ถึงจะมี​ bullish divergence แล้ว​ ราคาก็ยังคงจะลงต่อ

เพราะฉะนั้น​ไม่มี​ holy grail ในตลาดหุ้น​หรอกค่ะ​ เราจึงควรจัดการกับเงินหรือการวางหน้าตัก(money management) ให้ดีและการมีวินัยในการตัดขาดทุน(stop-loss)​อย่างเหมาะสม​ ไม่ว่าจะใช้ leading หรือ​ lagging indicators

ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​

Facebook Comments