กรีซปัญหาหนี้สินสะเทือนโลก REF 3

กรีซปัญหาหนี้สินสะเทือนโลก REF 3
737 Views

กรีซเป็นประเทศที่หนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำงานรับราชการและเป็นผู้สูงอายุ คนจำนวนมากอยู่รอดได้ด้วยสวัสดิการของภาครัฐ
กรีซจึงมีค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้คนในประเทศสูง คิดเป็นร้อยละ 40 % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนที่จะตัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง เพราะเปรียบเสมือนกับการทำลายฐานเสียงของตัวเอง และในสมัยหน้าอาจจะไม่ได้มาบริหารประเทศต่อ

โดยจุดเริ่มต้นจริงๆของวิกฤติ เริ่มมาจากการที่ประเทศกรีซเซ็นสัญญาเข้าร่วมกับกลุ่ม Euro zone เพราะเมื่อได้เปลี่ยนไปใช้สกุลเงิน Euro จะสามารถเข้าถึงต้นทุนการกู้เงินที่ต่ำกว่าการกู้เงินภายในประเทศได้

แต่มีข้อเสียอยู่ตรงที่ว่า กรีซเป็นประเทศขนาดรองของกลุ่ม เมื่อเปลี่ยนมาเข้าร่วมกับ Euro zone ส่งผลให้ค่าแรงภายในประเทศเพิ่มขึ้น ประเทศจึงเริ่มที่จะขาดดุลการค้า [ขาดดุลคือการที่ใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้ จึงต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม] และด้วยความที่กรีซมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายเป็นรายจ่ายสวัสดิการให้ผู้สูงอายุเป็นหลัก กรีซจึงไม่สามารถที่จะตัดค่าใช้จ่ายในส่วนี้ออกไปด้วยได้ จึงต้องกู้ยืมเงินมาเรื่อยๆเพิ่มให้ประเทศอยู่รอดได้

และหลังจากที่กรีซได้รับการตอบรับการเข้ากลุ่ม Euro zone อย่างแรกเลยที่กรีซทำ คือ การยื่นขอกู้เงินก้อนใหญ่จากสหภาพ Europe เพื่อที่จะนำมาใช้จัดเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ เพื่อที่จะหารายได้ก้อนใหญ่เข้าประเทศ ชดเชยจากการขาดดุลการค้า

แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปดั่งที่คาดหวัง กรีซขาดทุนอย่างมหาศาล และยังมีการขาดดุลการค้าจากการเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินยูโรอีก

และในปี 2008 กรีซยังได้รับผลกระทบซ้ำเติมอีกต่อหนึ่ง จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกา ในปี 2010 กรีซเริ่มที่จะทนไม่ไหวกับสถานะที่เป็นอยู่ จึงพยายามที่จะหาทางออก ที่จะนำพาประเทศให้ผ่านพ้นไปจากบ่วงหนี้วิกฤติ

ด้วยการยื่นข้อเสนอขอกู้เงินกับทางกลุ่มทรอยกา (TROIKA) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบด้วย สหภาพยุโรป (EU), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) เป็นจำนวน 110,000 ล้านยูโร

หลังจากกู้เงินไป 2 ปี เศรษฐกิจกรีซก็ดูท่าทางยังจะไปไม่รอด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอกู้เงินเพิ่มอีกรอบหนึ่ง ทางสหภาพยุโรปจะไม่ให้ก็ไม่ได้ เพราะกรีซเป็น 1 ในสมาชิกของสหภาพ หากกรีซล้มลงไปจะกระเทือนถึงความมั่งคงของสหภาพ แล้วหนี้สินที่ปล่อยให้กรีซไปเป็นจำนวนมากก็จะไม่ได้คืน

จึงเสนอเงินกู้ให้อีกเป็นจำนวน 130,000 ล้านยูโร แต่รอบนี้มีเงื่อนไขว่า กรีซจำเป็นต้องรัดเข็มขัด และตัดค่าใช้จ่ายต่างๆลงอีก

เศรษฐกิจกรีซเริ่มดูดีขึ้น แต่ก็ยังค่อนข้างช้าเกินไป ทางผู้ให้กู้มีความกลัวที่จะไม่ได้เงินคืน จึงเสนอเงื่อนไขการให้กู้รัดกุมมากยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป คือ กำหนดเงื่อนไขให้กรีซไล่ข้าราชการภายในประเทศออกให้หมด เพื่อแลกกับเงินกู้จำนวน 3 % จากที่เคยให้กู้มา ซึ่งคิดเป็นจำนวน 6800 ล้านบาท กรีซยอมรับตกลง จำนวนคนว่างงานจึงได้ปรับตัวเพิ่มสูงถึง 30 %

แต่แล้วหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของกรีซ ซึ่งก็คือ นายอเล็กซิส ซิปราส ได้ทำเรื่องการของดจ่ายหนี้ EU EU จึงยอมที่จะขยายระยะเวลาไปให้อีก4เดือนกับหนี้ 240,000 ล้านยูโรของกรีซ ซึ่งการเบี้ยวหนี้ครั้งนี้นับเป็น 1 ในการเบี้ยวหนี้ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในโลก

จากการที่กรีซเป็นหนี้กลุ่ม EU อย่างมหาศาล และทุกๆประเทศต้องของมาคอยอุ้ม ส่งผลให้สมาชิกใน EU เริ่มออกมาบอกกันแล้วว่าไม่อยากอุ้มกรีซอีกต่อไป แถมกรีซก็รู้สึกอยากจะออกซะด้วย นายอเล็กซิสเคยทำประชามติเกี่ยวกับเรื่องนี้ และ ปัจจุบันกรีซกับEU ก็เหมือนจะยังหาข้อสรุปด้วยกันไม่ได้ ฝ่ายหนึ่งอยากได้เงินคืน อีกฝ่ายก็ไม่มีเงินคืน ยังไงก็ต้องมาติดตามกันดูนะครับว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร

อ้างอิง :

  • ภาคภูมิ ประสระวัน