Five force model

401 Views

หลังจากในช่วง live ติดประเด็นเรื่องการนำเอา 5 force model มาวิเคราะห์ธุรกิจ ซึ่งเราสามารถนำเอามาใช้การวิเคราะห์หุ้นรายตัวเพื่อเลือกดูความแข็งแกร่งของธุรกิจได้ หัวข้อในวันนี้ผมเลยนำเรื่องนี้มาพูด

หลักการนี้ถูกคิดขึ้นโดย คุณ Michael E. Porter โดยใช้หลักการนี้ในการดูว่ามี external factor ไหนที่มีแรงกดดันทำให้ธุรกิจที่เราดูอยู่ได้รับความเสียหาย

1.การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม  (Competitive Rivalry within an industry)

นักลงทุนควรคำนึงถึงว่า หุ้นที่เราสนใจมีจำนวนคู่แข่งในอุตสาหกรรมกี่ราย

ถ้ามีจำนวนมากอาจมีการแข่งขันกันที่สูงมีโอกากให้อุตสาหกรรมที่เราอยู่เกิดเป็น Red ocean คือ มีการแข่งขันที่ดุเดือด รุนแรง ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของแต่ละบริษัทลดลงเรื่อยๆ เช่น ธุรกิจเครื่องดื่มมีผู้เล่นราย และพิจารณาต่อเราเป็นลำดับที่เท่าไหร่ในอุตสาหกรรม

หรืออีกในกรณี คือ คู่แข่งในอุตสาหกรรมน้อยราย แต่ มีส่วนแบ่งการตลาดต่างกันไม่มากแบบนี้ก็มีการแข่งขันรุนแรงได้เช่นกัน เช่น กลุ่มสื่อสาร เวลาประมูลคลื่นกัน นี่แข่งกันดุเดือดมากครับ

2.การคุกคามของผู้แข่งรายใหม่(Threat of new entrants)

เนื่องจากธุรกิจกที่เราทำอยู่มี กำไรที่ดี margin ของธุรกิจค่อนของสูง ใช้เงินลงทุนในการทำธุรกิจเริ่มต้นไม่มาก เป็นธุรกิจที่เข้าใจง่าย จะมีผู้เล่นหน้าใหม่พยายามเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เราอยู่

ในทางตรงข้ามถ้าหุ้นที่เราสนใจอยู่นั้น สามารถสร้าง brand loyalty ให้กับลูกค้าได้ มีการทำ economy oy scale แถมยังมี government subsidy policy จะยิ่งทำให้ผู้เล่นรายใหม่ยากที่จะเข้ามาลงทุน หรือ เข้ามาแข่งในอุตสาหกรรมของเรา

3.อำนาจต่อรองของลูกค้า (Bargaining power of customers)

ในกรณีที่ลูกค้ามีอำนาจต่อรองมากจะส่งผลให้ เราต้องขายสินค้าในราคาที่ถูกลง ซึ่งส่งผลให้ margin เราต่ำลง กำไรก็จะลดน้อยลง ดังนั้น เราควรพิจาณาตัวหุ้นว่า หุ้นไหนให้อำนาจในการต่อรองกับลูกค้าได้น้อย ธุรกิจสามารถให้อำนาจการต่อรองของลูกค้าในกรณีที่ ลูกค้าซื้อในปริมาณที่มาก แต่ธุรกิจจะต้องได้ราคาที่ไม่กด margin จนเกินไป จนmargin เราบางมาก

และ อีก 1กรณีทีสำคัญมาก คือ ลูกค้าที่ซื้อเราเป็นลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งการสั่งสินค้าของลูกค้าแต่ละรอบกระทบโดยตรงต่อยอดขายของบริษัท แบบนี้ถ้า ลูกค้าหนีไปซื้อสินค้าเจ้าอื่นแบบนี้จะกระทบกับ core business ของเราโดยตรง   ดังนั้น บริษัทควรทำการหาลูกค้าไว้สำรองหรือหมุนเวียนสินค้าให้ลูกค้ารายเจ้า และ พยายามพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานทีสูง เพื่อให้ลูกค้ายังคงซื้อสินค้าเรา

4.อำนาจการต่อรองของsupplier (Bargaining power of suppliers)

ส่วนนี้จะกระทบโดยตรง กับ ต้นทุนการผลิตของธุรกิจ ในกรณีที่ supplier มีอำนาจต่อรองกับเราได้สูง เพราะ เมื่อsupplier เพิ่มราคาสินค้าจะมีผลกระทบกับ margin ของเราโดยตรง เนื่องจาก ถ้าเราขายสินค้าได้เท่าเดิม แต่ ต้นทุนในการผลิตเราเพิ่มขึ้น กำไรขั้นต้นของบริษัทก็จะลดลง

ดังนั้น เราควรมีอำนาจในการต่อรองกับ supplier ได้ เป็นลูกค้าที่supplier ให้ความสำคัญและขาดเราไม่ได้ พยายามหา supplier ไว้หลายราย เพื่อจะได้บริหารต้นทุน นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่อง supplier อาจกลายมาเป็นคู่แข่งเราได้ในอนาคต ซึ่งข้อนี้ค่อนข้างสำคัญ ดังนั้น เราจะต้องพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

5.ภัยคุกคามของสินค้าทดแทน(Threat of substitutes)

ข้อนี้เป็นข้อที่บริษัทเราต้องวิเคราะห์ก่อนออก new product ว่าสินค้าที่เราจะขายในตลาดนั้น มีสินค้าอื่นที่สามารถทนแทนได้ง่ายรึป่าว มีเอกลักษณ์ของรสชาติที่บริษัทอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้

ยกตัวอย่างสินค้าที่ทดแทนได้ง่าย เช่น น้ำดื่ม ชาเขียว น้ำอัดลม ขนม ลูกอม เป็นต้น

ดังนั้น ธุรกิจเราควรตั้งราคาให้สมเหตุสมผล สร้างรสชาติที่โดดเด่น เพิ่ม product line ให้มากขึ้น และ พยายามสร้าง brand loyalty  ให้ได้

  • Pt พูม พิทวัส เกียรติวีรชน