มาหาหมีและกระทิงที่ซ่อนอยู่ในแท่งเทียน

มาหาหมีและกระทิงที่ซ่อนอยู่ในแท่งเทียน
2,055 Views

ตลาดหุ้นเป็นตลาดจิตวิทยา​ จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์​ที่ส่งผลกระทบ​ทางบวกกับหุ้นตัวนั้นๆ​ หรือตลาด​ แม้เพียง​เล็กน้อย​ บางครั้งก็จะส่งผลทางบวกอย่างรุนแรง​ ด้วยการมีแรงซื้อ​เข้ามาในหุ้นตัวนั้นๆ​ หรือตลาดอย่างมหาศาล​ จนบางครั้งเรียกได้ว่า​เกิดการ​ “panic buy”​ ในทางกลับกัน​ หากมีข่าวร้ายมากระทบหุ้นตัวนั้นๆ​ หรือตลาด​ ​บ่อยครั้งก็จะมีแรงขายทะล้นทะลักมากเกินความจำเป็น​ จึงเป็นที่มาของ​ “panic sell” หรือขายอย่างตื่นตระหนกนั่นเอง​ นอกจาก​จะดูปริมาณ​ซื้ิอขายในวันเเล้ว​ อีกสิ่งหนึ่งที่บอกได้ถึง​ sentiment หรืออารมณ์​ของนักลงทุน​ในตลาด​ ณ​ ขณะนั้นคือ​ รูปแบบของแท่งเทียน(candlestick pattern)


ก่อนที่จะมาเจาะลึกถึงอารมณ์​ในเเท่งเทียน​ เรามาทำความเข้าใจ​เรื่องการอ่านเเท่งเทียนกันก่อนดีกว่า

สรุปง่ายๆ คือ จะเกิดเป็นแท่งเทียนสีเขียวก็ต่อเมื่อ ปิดที่ราคาสูงกว่าตอนเปิดและจะเกิดเป็นแท่งเทียนสีแดงก็ต่อเมื่อ ปิดที่ราคาต่ำกว่าตอนเปิด

ส่วนไส้เทียน(shadow/wick)จะแสดงถึงการเคลื่อนไหวของราคาภายในวัน ซึ่งทฤษฎีที่โด่งดังและเป็นรากฐานของ technical analysis อย่าง Dow theory จะไม่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคาภายในวันมากนัก แต่จะใช้ราคาปิดตอนสิ้นวันเป็นตัวชี้ชะตาของหุ้นตัวนั้นๆ

2 สิ่งที่อยากเน้นย้ำก่อนจะเล่าต่อไป ได้แก่

  1. รูปแบบของแท่งเทียน(candlestick pattern) เป็นเพียงสัญญาณระยะสั้น(short term signal) ดังนั้นจึงไม่ควรใช้เป็นสัญญาณซื้อ/ขายโดดๆ โดยที่ไม่มีการยืนยันด้วยสัญญาณอื่นๆ เช่น stochastic oscillator หรือ MACD
  2. ต้องคำนึงถึงบริเวณที่เกิดแท่งเทียนนั้นๆ เช่น แท่งเทียนที่ถือว่าเป็นสัญญาณกลับตัวขึ้น(bullish reversal signal) จะไม่มีความหมายเลย ถ้าเกิดขึ้นเมื่อหุ้นนั้นๆ อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นมานานแล้ว เสมือนเรามีดาบที่ลับคมมาอย่างดีเล่มนึง ซึ่งจะมีประโยชน์ในการป้องกันตัวมากเมื่อเกิดสงคราม แต่หากนำมาใช้ในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้มีการสู้รบโดยการใช้กำลังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนรูปแบบของสงคราม เป็นสงครามที่ใช้คำพูด การต่อรอง หรือ การตั้งกำแพงภาษีแทน ดาบเนื้อดีเล่มนั้นย่อมจะไม่มีค่าอะไรเลย ในสงครามนี้

ซึ่งหุ้นที่เป็นเทรนด์ขาขึ้นมานานแล้ว อาจจะสังเกตความอ่อนแรงของโมเมนตัมได้จาก การเกิดการขัดแย้งของราคา(divergence) เป็นต้น

แท่งเทียนที่แสดงถึงกระทิงชนะ

ถ้าเราแบ่งแท่งเทียนรวมส่วนไส้ล่างและบนด้วยออกเป็น 3 ส่วน แท่งเทียนที่มีราคาปิดอยู่บริเวณ 1/3 บนสุดของแท่งจะสื่อความหมายได้ว่า แรงซื้อเป็นฝ่ายชนะ และกระทิงกำลังเป็นฝ่ายคุมเกมส์ เช่น Hammer , แท่งเทียนที่เขียวมีเนื้อเทียนเต็มแท่งหรือเกือบจะเต็มแท่ง

ในกรณีของแท่ง hammer เราแปลความได้ว่า หุ้นตัวนั้นๆ ถูกแรงชายเทลงแต่สุดท้ายก็มีแรงซื้อดึงกลับขึ้นมา จนเกือบจะปิดสูงสุดของวัน ถ้าแท่งลักษณะนี้เกิดบริเวณฐานล่าง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแนวรับของราคา ก็แสดงได้ว่า เทรดเดอร์เริ่มหันมาให้ความสนใจในหุ้นซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มลงมาตลอดและไล่ซื้อจนราคาปิดสูง ซึ่งในเมื่อเทรดเดอร์หันมาเห็นค่าในหุ้นตัวนี้แล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดการหยุดลงในที่สุด

ในกรณีของแท่งเขียวยาว ก็คือการที่มีแรงซื้อเข้ามามาก รวมถึงมีการไล่ราคาในวัน หากดู bid-offer จะพบว่ามีการซื้อรวบช่องขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จนราคาเกิดช่วงราคาที่กว้าง เหมือนร้านที่ขายของซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ที่ขนของมาขายเท่าไหร่ก็หมดอย่างรวดเร็วจนแทบเติมของล็อตใหม่ไม่ทัน

ฝาแฝดของรูปแบบ​ hammer มีชื่อว่า​ hanging man

แต่ในบางกรณีแท่งเทียนที่มีราคาปิดสูงบริเวณ 1/3 ของแท่งเทียน ถึงแม้จะแปลความหมายได้ว่าแรงซื้อเป็นฝ่ายชนะ ก็ไม่ได้แสดงถึงการเป็นเทรนด์ขาขึ้นเสมอไป เช่น แท่งเทียนรูปแบบ hanging man ที่เป็นฝาแฝดของ hammer แต่เกิดบริเวณเทรนด์ที่เป็นขาขึ้นมานานแล้ว ซึ่งถ้าหุ้นเป็นเทรนด์ขาขึ้นที่แข็งแกร่ง จะไม่มีแรงขายมากขนาดที่จะลากราคาลงจนเกิดราคาต่ำสุดอย่างนั้นได้ จึงเป็นที่มาของการเป็น bearish reversal signal

แท่งเทียนที่แสดงถึงกระทิงและหมีกำลังคุมเชิงกันอยู่

คือแท่งเทียนที่มีราคาปิดอยู่ในบริเวณท่อนกลาง เช่น แท่งเทียนรูปแบบโดจิ(Dori) ซึ่งจะแสดงถึงความลังเลของนักลงทุน ถ้าเกิดในเทรนด์ขาลง ก็สามารถแปลได้ว่า “เกิดความลังเลที่จะลงต่อ” และถ้าเกิดในเทรนด์ขาขึ้นก็จะแปลได้ว่า “เกิดความลังเลที่จะขึ้นต่อ”

แท่งเทียนที่แสดงถึงการที่หมีชนะ

คือแท่งเทียนที่มีราคาปิดในบริเวณ 1/3 ส่วนล่าง แสดงถึงการที่แรงซื้อสู้ไม่ไหวและแรงขายเป็นฝ่ายชนะ รูปแบบที่โด่งดังมาก คือ shooting star หรือดาวตก ซึ่งเกิดในเทรนด์ที่เป็นขาขึ้นมานานแล้ว ถือว่าเป็น bearish reversal signal

ฝาแฝดของ shooting star มีชื่อว่า inverted hammer

แม้จะแสดงถึงการที่แรงขายชนะแรงซื้อก็ตาม​ แต่เมื่อเกิดในบริเวณ​ฐานของหุ้นนั้นๆ​ การที่หุ้นถูกลากราคาขึ้นในวัน​ แสดงถึงว่า​ เทรดเดอร์เริ่มหันมาสนใจในตัวมันและตัดสินใจทดสอบแรงขายของมันแล้ว​ จึงถือเป็น​ bullish reversal signal อย่างนึง

ขอเน้นว่าอย่าเข้าซื้อหรือขายหุ้นโดยใช้เพียงแค่สัญญาณ​จากแท่งเทียนเป็นตัวตัดสิน​ โดยปราศจากการยืนยันอื่นๆ​ นะคะ​ เช่น​ การเกิดความขัดแย้งของราคา(Divergence)​ แนวรับ-แนวต้าน​ เป็นต้น

สุดท้าย​นี้​ หากรู้สึกว่าการจำชื่อรูปแบบแท่งเทียนต่างๆ​ เป็นเรื่องยุ่งยาก​ ก็ไม่ต้องไปให้ความสำคัญมากนัก​ แนะนำว่าให้ใส่ใจจิตวิทยาเเละอารมณ์​ของนักลงทุน​ที่ซ่อนอยู่ดีกว่านะคะ​ ถึงเจ้าหมีหรือกระทิงจะพยายามซ่อนแอบยังไงก็ทำได้ไม่เนียนนัก​ ถ้าเราจับสังเกต​ดีๆ​

ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​