ข้อคิด ในการทำ ธุรกิจ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

894 Views

1. เราต้องแยกกิจการ ให้ออกว่า กิจการนี้เป็น capital intensive รึเปล่า ( capital intensive คือ ธุรกิจ ที่ต้องใช้เงินทุนขับเคลื่อนเป็นหลัก )

ถ้าเป็นธุรกิจที่ ต้องใช้ capital intensive สำหรับคนที่มีทุนน้อย อย่าเพิ่งทำ เพราะถ้าลงทุนไปแล้ว การถอนทุนเป็นเรื่องยาก ไม่เหมือนกับการเทรด ที่ซื้อแล้ว สามารถขายได้ สามารถ stop loss ได้

กิจการที่ใช้ capital intensive ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม กิจการขนาดใหญ่ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ กิจการที่ต้องใช้แรงงานคน หรือ เครื่องจักรจำนวนมาก

2. ถ้ามีเงินน้อย จงใช้สมองให้เยอะ

มีอีกหลาย ธุรกิจ ที่ไม่ต้องใช้ capital intensive เป็นตัวนำ เข่นกิจการที่เป็นภาคบริการ ที่ปรึกษา กิจการที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นพิเศษ

แต่สิ่งที่กิจการพวกนี้จะสามารถยืนได้ ต้องมีความพิเศษ มากกว่ากิจการอื่นๆ ที่ประกอบกิจการ ในแบบเดียวกัน อะไรคือ comparative advantage ของคุณ

3. แหล่งเงินทุน การกู้เงิน เป็นวิธีการสุดท้าย ที่ควรใช้ เพราะดอกเบี้ยมันเดินได้ ทุกวัน ทุกวินาที ไม่มีหยุด ในขณะที่เรายังไม่มั่นใจ ให้เริ่มต้นจาก จุดเล็กๆไปก่อน ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน ให้ใหญ่ได้ แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา

4. Barrier to entry ของธุรกิจนั้น ถ้าไม่มีเลย ไม่น่าทำ เพราะสุดท้าย ธุรกิจของคุณ จะเป็นแค่ me too business ที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ และ จะเกิดการเข้ามาแข่งขันกัน ตัดราคา จนคุณไม่สามารถต่อสู้กับคนที่มีทุนมากกว่าได้

5. ธุรกิจถูกขับเคลื่อนด้วยคน ต้องใช้ระบบนำ เพราะถ้าหากไม่มี ระบบเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อน ยามที่คนที่เป็น key man ออกไป วันนั้นจะเกิดปัญหาใน ธุรกิจ คุณทันที

6. การสร้างสินค้า หรือ บริการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค เราต้องรู้ว่า

– ลูกค้า คือ ใคร มีกำลังซื้อมั้ย มีความต้องการซื้อมั้ย
– ทำไมลูกค้า ถึงต้องเลือกสินค้าเรา แทนที่จะไปซื้อจาก คู่แข่ง
– การขยายตลาด สามารถ upscale ไปยังกลุ่มคนหมู่มาก ได้หรือไม่
– สินค้า หรือ บริการ เป็น mass market , premium market หรือ niche market

ถ้ายังตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ อย่าเพิ่งทำ

7. เราทำ ธุรกิจ เพื่อ ตอบสนอง ความต้องการของตัวเอง หรือ ตอบสนอง ความต้องการของผู้อื่น ?

ผมเห็น คนเปิด ร้านกาแฟ เพราะ ชอบกินกาแฟ มีความสุข ที่ได้ทำร้านกาแฟ แต่พอมาเจอโลกแห่งความจริง กาแฟขายไม่ออก เพราะ คุณไม่ได้ทำธุรกิจ บนความต้องการของคนทั่วไป

8. ถ้าไม่แน่ใจ อยู่เฉยๆไม่เจ็บตัว แต่ ถ้าแน่ใจ ต้องลองฝึกทำ project feasibility analysis คำนวณหา initial investment พร้อมทั้ง ประมาณการ cashflow in – out ในรายเดือน ทั้ง 3 scenarios

8.1 best case เผื่อไว้สำหรับ ขยายกำลังการผลิต
8.2 standard case เพื่อคุม cashflow ให้เป็นไปตามที่คิด
8.3 worst case กรณี เลวร้ายสุด เรายอมรับขาดทุนได้แค่ไหน ถ้าจบก็คือจบ ต้องมี stoploss ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ ธุรกิจ

9. ถ้าวันนึงเราโดน disrupt จาก เทคโนโลยี ที่ดีกว่า จากคู่แข่ง ที่มี ทุนมากกว่า อะไรคือแผน 2 หรือ แผน 3 ถ้ายังตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งทำ

ธุรกิจมี 4 แบบ

A. ลงเยอะ ได้เยอะ >>> ทำได้ แต่ถ้าไม่มีทุน ก็ทำไม่ได้อยู่ดี

B. ลงเยอะ ได้น้อย >>> เอาเงินไปซื้อกอง Reits หรือ DCA เถอะ ปลอดภัยกว่า

C. ลงน้อย ได้น้อย >>> แนะนำให้เป็นบททดสอบที่ดี สำหรับคนเพิ่งเริ่ม จะได้รู้จักคุณค่าของเงิน และ การทำงาน

D. ลงน้อย ได้เยอะ >>> มีแค่กิจการ ไม่กี่ประเภท ถ้าจะได้ โคตรใช้สมองเยอะสุดๆ ไม่ค่อยมีใครเขามาบอกกันหรอก ถ้ารู้แล้ว ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด และ รีบสร้าง brand ให้ติดก่อนคู่แข่งจะเข้ามาเต็มตลาด

จะเห็นได้ว่า แนวทาง ธุรกิจ ที่ผมคิดไว้ จะมีบอกไว้เสมอ ว่าถ้ายังไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งทำ หรือถ้าทำ คุณต้องมีการวางแผน 1-2-3 หาทางหนีทีไล่ ให้ธุรกิจอยู่รอด และ ถ้าไม่ไหวต้องรู้จัก stop loss ก่อน เกิดความเสียหายหนัก

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะผมเห็นคนที่เจ๊งจากธุรกิจมาเยอะ เพราะส่วนใหญ่ ใจมา เรื่องอื่นไปว่ากันเอาข้างหน้า แต่ลืมไปว่า เกมส์นี้มันโหด ถ้าลงไปเล่นแล้ว ไม่ใส่ให้สุด ก็อาจเจ็บตัว ดังนั้น ผมอาจไม่ใช่ นักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ แบบนักธุรกิจ เก่งๆหลายท่าน แต่ที่แน่ๆ คือ ต่อให้เกิดอะไรขึ้น ผมจะสามารถอยู่รอดได้

เพราะถ้ารอดได้ ในระยะยาว เราจะโตเองโดยธรรมชาติ

Krasuang Jarusira


https://www.facebook.com/Krasuang99
Facebook Comments