7 เรื่อง ที่ต้องรู้ ก่อนเล่นหุ้น - supertraderrepublic

7 เรื่อง ที่ต้องรู้ ก่อนเล่นหุ้น

ใครที่เริ่มต้นมีเงินเก็บ มักจะเริ่มมองหาการลงทุนเพื่อทำให้เงินงอกเงยให้เพียงพอและมากกว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในแต่ละปี  คงหนี้ไม่พ้น การลงทุนในหุ้นแน่นอน เพราะการลงทุนในหุ้น ให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงเช่นเดียวกัน ยิ่งถ้าเราเป็นมือใหม่ เริ่มต้นศึกษา มักจะมีความถามเยอะแยะเต็มไปหมด มัยเลยรวบรวม  7 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในหุ้น

1. หุ้นคือ การแสดงความเป็นเจ้าของ

ยกตัวอย่าง เราอยากเป็นเจ้าของ ร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ก็ลงทุน หุ้น CPALL

เราอยากเป็นเจ้าของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ก็ลงทุน หุ้น TRUE

2. กำไรจากหุ้นมี 2 ทาง จากส่วนต่างของราคา และ กำไรจากเงินปันผล

วัตถุประสงค์ในการลงทุนต้องชัด อยากได้กำไรจากหุ้นแบบไหน เพราะจะทำให้เรากำหนดระยะเวลาในการลงทุน สภาพคล่องของเงินที่ใช้ในการลงทุน ผลลัพธ์ที่อยากได้  จะทำให้เราไม่เครียด ไม่ต้องกังวล จนเกินไป มีอิสระ นั่นคือ การเลือกลงทุนหุ้น ให้ เหมาะกับ Lifestyle การใช้ชีวิตของแต่ละคน

ปกติแล้ว หลักๆ เราจะได้กำไร จาก 2 ทาง

  • ทางแรก คือ กำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) คือการซื้อถูก ขายแพง

ยกตัวอย่าง เราซื้อหุ้น CPALL หุ้นละ 50 บาท จำนวน 100 หุ้น แล้วไปขายที่ราคา 55 บาท 100 หุ้น เราจะได้กำไร คือ

ราคาขาย   –   ราคาซื้อ  = กำไรจาส่วนต่างของราคา   *   จำนวนหุ้น   =       กำไรส่วนต่างของราคาทั้งหมด

      55        –     50       =         5         *        100        =       500

เราจะได้กำไรจากส่วนต่างของราคา 500 บาท ปล. ยังไม่ได้เอาค่าธรรมเนียนในการซื้อขายมาคำนวณ

  • ทางที่สอง คือ กำไรจากเงินปันผล (Dividend) คือ การที่ลงทุนในหุ้น ที่มีการประกาศจ่ายเงินปันผลที่สูง

สม่ำเสมอ เนื่องจากการที่กิจการมีกำไร เลยเอากำไรที่ได้มา จ่ายปันผล ให้กับหุ้นส่วนที่เป็นเจ้าของ

ยกตัวอย่าง  เราซื้อหุ้น CPALL หุ้นละ 50 บาท 100 หุ้น  บริษัท มีการประกาศจ่ายเงินปันผล หุ้นละ 5 บาท  เราจะได้กำไร คือ

กำไรจากปันผลต่อหุ้น    *       จำนวนหุ้น     =    กำไรจากเงินปันผล

            5                       *            100          =           500

เราจะได้กำไรจากเงินปันผล 500 บาท ปล. ยังไม่ได้เอาค่าธรรมเนียนในการซื้อขายมาคำนวณ

ซึ่งกำไรทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกลงทุนแบบไหน ซื้อมาขายไปใช้เวลาไม่นาน (กำไรจากส่วนต่างของราคา) หรือ ซื้อเพื่อลงทุน หวังเป็นหุ้นส่วน ใช้เวลานาน (กำไรจากเงินปันผล)

3. หุ้นจะขึ้นจะลง เกิดจาก ความต้องการซื้อ และความต้องการขาย

หุ้นจะขึ้นจะลง เกิดจากความต้องการจะซื้อ จะขาย ของนักลงทุนแต่ละคน ทำให้ราคาหุ้นในแต่ละวัน มีราคาไม่เท่ากัน ซึ่งตรงนี้เรียกง่ายๆ ว่า “ราคาตลาด” เนื่องจากการตัดสินใจของนักลงทุนไม่เหมือนกัน เกิดจากการวิเคราะห์แนวโน้มของหุ้นตัวนั้นๆ จาก พื้นฐานกิจการ มีโอกาสกำไรจะสูงขึ้น มีแนวโน้มขยายตัว   หรือ ตัดสินใจจากเทคนิคอล การการวิเคราะห์ กราฟ การใช้ Indicator เป็นผลทำให้การตัดสินใจต่างกัน

ยกตัวอย่าง หุ้น CPALL หุ้นละ 50 บาท มีแนวโน้มจากการวิเคราะห์ว่า กำลังจะขยายการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น จากการวิเคราะห์กราฟแล้ว เป็นจุดได้เปรียบในการลงทุน  ทำให้คนต้องการจะซื้อมากกว่าคนต้องการจะขาย ราคาจึงสูงขึ้นไปเป็น หุ้นละ 55 บาท

ความต้องการซื้อ > ความต้องการขาย = หุ้นขึ้น

ความต้องการขาย > ความต้องการซื้อ = หุ้นลง

4. อยากซื้อหุ้น ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น

เราสามารถซื้อขายหุ้น เพียงเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น กับทางบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เพื่อให้เรามีพอร์ตการลงทุน หลังจากมีพอร์ตแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือ

  1. โอนเงิน / ตัดเงินจากบัญชี ATS         

   2. ทำการซื้อขายหุ้น ผ่านโปรแกรม Streaming ที่สามารถทำผ่านมือถือได้เลย

5. บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์ ) ได้ “ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย”

บริษัทหลักทรัพย์ เค้าได้อะไรจากการให้คนไปเปิดบัญชีหุ้น  เค้าจะได้ค่าธรรมเนียมจากการที่เราซื้อขายหุ้น ปัจจุบัน ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 0.075 – 0.25% ในแต่ละบริษัทหลักทรัพย์  

ยกตัวอย่าง ซื้อหุ้น CPALL หุ้นละ 50 บาท 100 หุ้น จะมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายแต่ละครั้งที่  0.075% ดังนั้นค่าธรรมเนียมในการซื้อครั้งนี้อยู่ที่

ราคาหุ้น *  จำนวนหุ้น  =   จำนวนเงิน  *  เปอร์เซ็นคิดค่าธรรมเนียม   =  ค่าธรรมเนียม

      50    *      100      =        500       *        0.075%         = 0.375 บาท

ค่าธรรมเนียม คือ 0.375 บาท ถ้านำไปรวมกับเงินต้นในการซื้อหุ้นในครั้งนี้จะได้เท่ากับเงินลงทุนสุทธิ

 = 500  + 0.375 = 500.375 บาท

6. ไม่มีขั้นต่ำในการเปิดบัญชี

การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น ไม่มีกำหนดขั้นต่ำในการลงทุน เพียงแค่มีกำหนดในการซื้อขายหุ้นขั้นต่ำที่ 100 หุ้น (สำหรับกรณีราคาต่อหุ้นต่ำกว่า 500 บาท กรณีราคาต่อหุ้นมากกว่า 500 บาท สามารถซื้อขั้นต่ำ 1 หุ้น ได้เลย )

7. ศึกษาข้อมูลจาก SET, บทวิเคราะห์โบรกเกอร์, Facebook, YouTube ช่องที่ให้ความรู้

ถ้าเริ่มต้นศึกษา แนะให้เริ่มต้นจาก เว็ป SET  ก่อนเพราะให้ความรู้ตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งยังมีบทวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในตลาดหุ้น ให้เราได้เอามาประกอบการตัดสินใจ แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด ที่ควรจะรู้ในการลงทุน ยังต้องมี การวิเคราะห์ การวางแผน ในรอบครอบเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

ซึ่งผลสุดท้าย การลงทุนในหุ้น สามารถทำกำไรให้เราได้เยอะก็จริง แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ดังนั้น การลงทุนซื้อขายในแต่ละครั้ง ก็ควรมีแผนการที่ชัดเจน เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้สูงขึ้น

มาพบกันใหม่ในบทความถัดไป

มัย Fight to Freedom

อิสรภาพแบบคนทำงานประจำ

เจ้าของเพจ Fight To Freedom – FTF