3 สัญญาณ​เตือนวิกฤติ​เศรษฐกิจ​

4,404 Views

เคยที่ได้ยินกันมั้ยว่า​ “วิกฤติ​เศรษฐกิจ​ใหญ่ๆ​ มักจะเกิดขึ้น​ในทุกๆ​ 10 ปี” ซึ่งวิกฤติใหญ่ๆ​ ที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลกเกิดขึ้นเมื่อปลายปี2008-2009 อย่างวิกฤติ​แฮมเบอร์เกอร์​ก็คิดเป็นประมาณ​ 10 ปีที่แล้วพอดิบพอดี​ นอกจากจะติดตามข่าวความเคลื่อนไหว​ของเศรษฐกิ​จโลก​ การประกาศตัวเลขสำคัญต่างๆ​ เช่น​ ตัวเลขการว่างงาน​ การเพิ่ม/ลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ก็​ยังมี​ “indicators(อินดิเคเตอร์)” หรือ​ “ตัวชี้วัด” มาเป็นสัญญาณ​เตือนก่อนที่จะเกิดวิกฤติ​เศรษฐกิจ​ได้ด้วยนะคะ​

คือ​ กราฟที่แสดงอัตราผลตอบแทน​จากพันธบัตรรัฐบาล​ของสหรัฐ​อเมริกานั่นเอง​ และตัวชี้วัดวิกฤติ​เศรษฐกิจ​ที่เราจะพูดถึง​ในวันนี้คือ​ ความแตกต่าง​ระหว่างผลตอบแทน​ของพันธบัตร​รัฐบาลรุ่น​ 10 ปีกับ​ 2 ปี​

  1. Yield curve

คิดตามง่ายๆ​ ว่า​ เมื่อเรายอมปล่อยเงินไปจมอยู่ในสินทรัพย์หนึ่ง​ด้วยระยะเวลาที่นานกว่า​ ก็ควรจะได้รับผลตอบแทน​ที่มากกว่า​การปล่อยให้เงินจมอยู่ในทรัพย์สิน​นั้นๆ​ ด้วยระยะเวลาที่น้อย​กว่าเพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับการรอคอย​ ซึ่งโดยปรกติแล้ว​ ผลตอบแทนจากการลงทุน​ในพันธบัตร​รุ่นอายุ​ 10 ปีจะมากกว่าผลตอบแทน​จากการลงทุน​ในพันธบัตร​รุ่น​ 2 ปี​ แต่เมื่อไรก็ตาม​ที่ผลตอบแทนของพันธบัตร​รุ่นอายุสั้นมีค่ามากกว่าผลตอบแทน​จากพันธบัตร​รุ่นที่มีอายุยาว​ ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึง​มุมมองของนักลงทุน​ ที่มองว่าเศรษฐกิจ​ระยะสั้นมีความไม่แน่นอน​ จึงเทขายพันธบัตรรุ่นอายุสั้นจนอัตราผลตอบแทนปรับตัว​สูงขึ้น​ และเข้าซื้อพันธบัตร​รุ่นอายุยาว​ จนผลตอบแทน​ปรับตัวลดลง​ ในบางครั้ง​ ผลตอบแทน​ของพันธบัตร​รุ่นอายุสั้นก็มีค่ามากกว่าผลตอบแทน​จากรุ่นอายุยาวเลยเสียอีก​ ทำให้กราฟความแตกต่าง​ระหว่างพันธบัตรรุ่นอายุ​ 10 ปีและ​ 2 ปี​ มีค่าติดลบ​ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุน​ให้ความสนใจกันมาก​ ในนามของ​ “Inverted​ Yield​ Curve”

​Yield​ Curve​ ที่มีค่าติดลบหรือเกิดการ​ inverted กันระหว่าง​ผลตอบแทน​ก็เคยเกิดขึ้น​ เหมือนเป็นสัญญาณ​เตือนก่อนหน้าที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจ​ถดถอย​ประมาณ​ 6-24​ ​เดือน​ เช่น​ ในช่วงต้นยุค​ 80​ การเกิดฟองสบู่​ dot com ในช่วงยุค​ 90​ วิกฤติ​เศรษฐกิจ​ในช่วงปี​ 2000​ และ​ วิกฤติ​ซับไพร์ม​หรือแฮมเบอร์เกอร์​ในช่วงปี​ 2008

ซึ่งตอนนี้ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปีและ 2 ปีลดลงอย่างต่อเนื่อง และแคบลงเรื่อยๆ​ ตามภาพแล้ว

  • VIX หรือมีชื่อเล่นว่า​ fear Index​(ดัชนีแห่งความกลัว)​

มาจาก​หลักการที่ว่าเวลาที่นักลงทุน​มองว่าตลาดจะมีการปรับฐาน​ นักลงทุน​รายย่อยหลายคนอาจจะเลือกที่จะขายหุ้นทิ้งแล้วค่อยซื้อคืนใหม่ที่ราคาถูกกว่าเดิม​ แต่นักลงทุนรายใหญ่​ นักลงทุน​สถาบันหรือนักลงทุน​รายย่อยบางคนเลือกที่จะไม่ขายหุ้น​ แต่จะประกันความเสี่ยงหุ้นในพอร์ต​(hedging) ด้วยการซื้อ​ put option แทน​ เมื่อมีผู้ซื้อ​ put option มาก​ ค่าเเฝงค่าหนึ่งที่เรียกว่า​ Implied Volatility ​ก็จะปรับตัวสูงขึ้น​ สุดท้ายเเล้ว​ก็จะสะท้อนมาที่​ VIX index ที่สูงขึ้นนั่นเอง​ ตัวอย่างเช่น​ ​ในช่วงวิกฤตปี 2008  ดัชนี VIX สะท้อนความกลัวของนักลงทุนทั่วโลก โดยพุ่งขึ้นไปถึง 80 จุด​ จะสังเกตุได้เลยว่า​ หากวันไหนมีการประกาศตัวเลขที่สำคัญ​ของธนาคารกลางสหรัฐ​ฯ ดัชนี​ VIX​ มักจะพุ่งขึ้นสูง​ สวนทางกับดัชนี​ dowjone​ ที่ปรับตัวลดลง

ถึงดัชนีนี้จะไม่ใช่ดัชนีที่วัดจากอารมณ์​ของนักลงทุน​ในตลาดหลักทรัพย์​ไทยโดยตรง​ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์​สำคัญ​ขึ้นในตลาดการเงินของประเทศมหาอำนาจทาง​เศรษฐกิจ​อย่างอเมริกานั้น​ ย่อมส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก​ เหมือน​ที่ว่ากันไว้ว่า​ “เมื่อช้างสารชนกัน​ หญ้าแพรกก็แหลกราน”

  • Hindenburg​ Omen

เป็นอินดิเคเตอร์ที่อาจไม่คุ้นหูนักและเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี​ 2005​ ตั้งชื่อตามเครื่องบินรบของเยอรมันที่ตกในปี​ 1937​ ​ ใช้เป็นสัญญาณ​เตือนถึงความเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นจะเกิดการปรับฐาน​ โดยอาศัยหลักการที่ว่า​ ตลาดที่สุขภาพดีไม่ควรที่จะมีจำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ใน​รอบ​ 52​ สัปดาห์​มากพอๆ​ กับจำนวนหุ้นที่ทำให้จุดต่ำสุดใหม่ในรอบ​ 52​ สัปดาห์​ การเกิดเหตุการณ์​เช่นนี้​เรียกว่าเกิด​ “divergence(ความขัดแย้ง)​”

เราสามารถดู​ Hindenburg​ Omen ได้จากเวบไซต์​และแอปพลิเคชัน​ Trading​ view

ตัวอย่างการเกิดสัญญาณ​นี้​ ก็อย่างเช่น​ ในช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤติ​แฮมเบอร์เกอร์​ในปี​ 2008 เป็นต้น

แต่หลายครั้งสัญญาณ​เตือนจาก​ Hindenburg​ Omen ก็อาจเป็นเพียงแค่การปรับฐานของตลาดเท่านั้น​ ซึ่งคงต้องติดตามความแม่นยำของอินดิเคเตอร์ตัวนี้กันต่อไป

ถึงแม้จะเป็นเทรดเดอร์ที่เทรดด้วยเทคนิคอล​ แต่หากเล่นรอบ​โดยถือ​positionข้ามวัน​ ก็ควรต้องใส่ใจข่าวเศรษฐกิจ​ไว้บ้าง​ จะได้ไม่เผลอ​ “ทำนาในหน้าแล้ง” ยิ่งถ้าถือหุ้นเพราะตั้งใจ​ลงทุนในกิจการ​ ก็ยิ่งควรศึกษา​ เพราะการเทรดและการลงทุน​ให้ได้ผลลัพท์​ที่ดีที่สุด​ ต้องคำนึงทั้ง​ ตัวหุ้น​ ราคาและเวลาที่จะเข้าซื้อด้วย

ลภัสรดา​ เพ็ญ​สุข​